เสียดายโอกาส

 

เขียนเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๐๙

พิมพ์ครั้งแรกใน อนุสรณ์เศรษฐศาสตร์ ๒๕๐๙

 

วันนั้นผมตื่นแต่เช้ามืด แต่รู้สึกว่าจะเป็นไข้ หนาว ๆ ร้อน ๆ คิดว่าจะไม่ไปโรงเรียน ตามปกติผมมักจะฝืนไปโรงเรียนเสมอแม้ว่าจะเจ็บป่วยมากน้อย เช่น ตาแดง คางทูม บางครั้งไปโรงเรียนแล้วครูเคยไล่ให้กลับบ้าน เพราะเกรงว่าจะติดเพื่อนนักเรียนอื่น ๆ

ที่เล่ามาข้างต้นและจะเล่าต่อไปนั้นเป็นเรื่องประมาณ ๔๐ ปีแล้ว เวลานั้นผมอายุประมาณ ๑๐ ขวบเศษ ๆ

เมื่อผมล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็ปรากฏว่าบิดาของผมตื่นก่อนแล้ว บิดาของผมป่วยเป็นฝีที่หลังอยู่หลายวัน ตามปกติท่านควรจะอยู่ในมุ้งแต่เช้ามืดวันนั้นท่านก็ตื่นเช้า พอเห็นผมเข้าท่านก็รู้สึกดีใจ เรียกว่า“ป๋วย ไปซื้อโจ๊กให้กินหน่อยเถิด”

บ้านเราอยู่ที่ตรอกวานิช ระหว่างตลาดน้อยกับวัดปทุมคงคา ถ้าไปซื้อโจ๊กต้องเดินไปสำเพ็ง แม้แต่โรงเรียนผมก็ตั้งใจจะไม่ไป แล้ว ถ้าจะไปซื้อโจ๊กให้เตี่ย ต้องผลัดผ้าโสร่งที่นุ่งอยู่เป็นนุ่งกางเกง ต้องใส่เสื้อใหม่ ต้องเดินไป ๑๕ นาที เดินกลับมา ๑๕ นาที ใครจะไป? ทั้งตัวเราเองก็ตะครั่นตะครอไม่ใคร่สบายอยู่แล้ว ผมอิดเอื้อนอยู่ เตี่ย ทำไมไม่ใช้คนอื่น ทำไมมาใช้ผมอยู่คนเดียว

บิดาของผมไม่พูดอะไร ท่านเป็นคนที่ไม่ช่างพูดเป็นปกติอยู่แล้ว แม้แต่จะดุลูกก็ไม่อยากพูด ผมคิดไปคิดมา เตี่ยใช้ทั้งทีต้องไปซื้อโจ๊กให้หน่อย แต่ได้กระบิดกระบวนอยู่แล้วตั้งครึ่งชั่วโมง และก่อนจะออกเดินทางไปซื้อที่สำเพ็งก็ต้องแสดงฤทธิ์ด้วยการทำหน้าเง้าหน้างอ กระฟัดกระเฟียดให้เป็นที่ประจักษ์

บ่ายวันนั้น บิดาของผมนอนหลับไปได้สัก ๑ ชั่วโมง หมอก็มาเยี่ยม คลำดูชีพจร บิดาของผมสิ้นลมไปแล้ว

ทุกวันนี้ ผมยังเสียดายโอกาสในวันสุดท้ายแห่งชีวิตของบิดาผม ท่านให้โอกาสผมรับใช้ท่าน แต่ผมไม่ได้รับโอกาสนั้นด้วยหน้าชื่นตาบาน กลับทำให้ขุ่นหมองใจท่าน ข้อแก้ตัวใด ๆ ฟังไม่ขึ้นทั้งสิ้น รวมทั้งข้ออ้างว่าไม่ใคร่สบาย

นักศึกษาที่รับผิดชอบในการจัดพิมพ์ อนุสรณ์เศรษฐศาสตร์ปี ๒๕๐๙ นี้ มาเร่งรัดให้ผมเขียนเรื่องให้“อนุสรณ์” แปลว่า“ความรำลึก” ความรำลึกเรื่องแรกที่แล่นสู่สมอง คือ เรื่องที่เล่ามาให้อ่านในข้างต้นนี้

นักศึกษาที่รักทั้งหลาย โอกาสในชีวิตของเรานี้มีน้อยนัก ถ้าพลาดโอกาสไปจะเสียดายจนตาย เพราะในชีวิตน้อยนักที่เราจะสอบแก้ตัวได้ ไม่เหมือนเราสอบที่มหาวิทยาลัย

วัยที่เราศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเป็นวัยที่ดีที่สุดในชีวิตของมนุษย์ทั้งชายและหญิง วัยหนุ่มสาวเป็นวัยที่ชื่นบาน กำลังวังชาก็แข็งกล้า สติปัญญาก็เฉียบแหลมที่สุดในอายุขัย พวกเราเพิ่งพ้นวัยเด็กมา และวัยเด็กนั้นก็ทุเรศเพราะไม่เดียงสา และพวกเราก็ยังไม่บรรลุถึงวัยผู้ใหญ่ วัยผู้ใหญ่นั้นทุเรศเพราะมีเรื่องกวนใจต้องรับผิดชอบจุกจิก การประกอบอาชีพก็เต็มไปด้วยอุปสรรครกใจ ไฉนเล่าเราจะปล่อยโอกาสแห่งวัยหนุ่มสาวให้ล่วงพ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกไม่ช้าเราหวังจะได้รับยกย่องเป็นเศรษฐศาสตร์บัณฑิต เราได้ถือโอกาสรับและแสวงหาวิชาความรู้ที่จริงที่แน่นแฟ้นสมกับที่จะเป็นบัณฑิตจริง ๆ หรือ? หรือเราจะเกาะโชคให้นำชื่อบัณฑิตมาสู่เรา โดยภายในสมองของเรากลวงอยู่ มีแต่ความท่องจำบวกด้วยโชค? เราได้ถือโอกาสหรือเปล่าที่จะฝึกฝนความคิดของเราด้วยการอ่าน การฟัง การคิดทบทวน และการสร้างพลังแห่งความคิดของมนุษย์ขึ้นแก่ตัวเรา? เราจะถือโอกาสหรือไม่ที่จะปักเข็มแห่งความคิดของเราไปสู่ทิศแห่งธรรมะ ซึ่งเป็นทิศเดียวที่มีความสว่างแห่งชีวิตและเกียรติ?เรามีเครื่องมือพร้อมในวัยนี้ เรามีโอกาสเดียว…เสียดายโอกาส