ฟังไม่ได้ศัพท์ จับเอามากระเดียด

 

๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๒

ตีพิมพ์ในอุโฆษสาร๒๕๑๒

 

คงไม่มีใครกี่คนทราบและจำได้ว่า เมื่อผมเป็นนักเรียนที่อัสสัมชัญนั้นผมเคยได้“แบ๊ดโน้ต”

เวลานั้นผมอายุประมาณ ๑๑ ขวบ อยู่ชั้นมัธยม ๒ ห้องเรียนอยู่ที่เรือนไม้ข้างนอกโรงเรียน ข้างโบสถ์ ครูประจำชั้นเป็นภราดาชาติสเปน เพิ่งมาจากเมืองนอกใหม่ ๆ ชื่อFrancisco–Xavier ซึ่งในไม่ช้าพวกเราก็ตั้งสมญาว่า“ไอ้หลิม” เพราะศีรษะแกเรียว ๆ ค่อนข้างจะหลิม

ภราดาหลิมยังหนุ่มมาก และขณะนั้นพูดไทยไม่ได้ เวลาจะพูดกับเราพวกนักเรียนก็ใช้ภาษาฝรั่งเศสรวด และแกมักจะนึกว่าพวกเราเข้าใจภาษาสำเนียงของแกเกินกว่าที่เราเข้าใจโดยแท้จริง จึงพูดค่อนข้างเร็ว ผมเองก็เพิ่งหัดพูดภาษาฝรั่งเศส และแม้ว่าปกติไม่สู้เข้าใจคำที่ภราดาพูด แต่อมความโง่ไว้ ทำทีว่าฟังรู้เรื่อง

วันหนึ่ง ระหว่างที่หยุดพักเรียน เวลาเที่ยง ผมกับเพื่อน ๆ ๒–๓ คนเข้าไปนั่งในห้องเรียน บางคนก็คุยกัน บางคนก็เข้าไปทำงาน หรืออ่านหนังสือ ภราดาหลิมวันนั้นก็เข้าไปนั่งทำงานที่โต๊ะครู ที่นั่งผมอยู่ข้างหน้าต่าง และหน้าต่างของห้องเรียนที่เรือนไม้นั้นกว้างมาก ทางโรงเรียนใช้ไม้ท่อนยาว ๆ ค้ำไว้เมื่อปิดหน้าต่าง จะเป็นเพราะความซนของผมหรืออย่างไรจำไม่ได้แน่ ผมเอามือปัดไม้ท่อนที่ค้ำหน้าต่างนั้นตกไปข้างนอก ภราดาหลิมก็ส่งภาษาฝรั่งเศสสั่งให้ผมทำอะไรสักอย่าง ผมก็“oui, cher frere” ซึ่งพูดได้คล่องอยู่ เพราะแปลว่า“ครับ ท่านภราดาที่รัก” ทำเป็นเข้าใจคำสั่งของครู แล้วก็ปีนหน้าต่างกระโดดออกไปจะเก็บไม้ค้ำ พอออกไปข้างนอกยังไม่ทันจะเก็บไม้ ได้ยินเสียงภราดาเอ็ดตะโรเอา ผมก็เข้าใจว่าภราดาสั่งให้กลับเข้ามาในห้อง ผมก็ปีนหน้าต่างกลับเข้ามา ตอนนี้ภราดาหน้าแดงเอะอะอีก ผมเข้าใจว่าแกสั่งให้ปีนหน้าต่างต่างออกไปอีกเพื่อเก็บไม้ค้ำ ผมก็ปีนหน้าต่างกระโดดออกไปอีก คราวนี้ภราดาเอ็ดเสียงขรมไปเลย ผมจึงเพิ่งรู้ตัวว่าแกโกรธมาก ผมคว้าไม้ค้ำได้ส่งให้เพื่อนทางหน้าต่างแล้วโกยแน่บเข้าโรงเล่นหนีไป

มารู้เอาทีหลังเมื่อเพื่อน ๆ บอกว่า ภราดาหลิมในตอนแรกบอกให้ผมเดินไปเก็บไม้ค้ำ แต่ให้เดินออกทางประตูอ้อมลงกระไดไปเก็บ แต่พอผมปีนหน้าต่างกระโดดไป แกก็บอกให้เก็บไม้ค้ำนั้นเสียแล้วเดินอ้อมกลับเข้าห้องทางประตู ผมนึกว่าแกบอกให้ปีนกลับเข้ามาเสียจึงปีนกลับเข้ามา ตอนผมปีนหน้าต่างกระโดดลงไปอีกหนหนึ่ง โทสะของภราดาหลิมก็เลยถึงขีดที่จะทนทานได้

พอถึงบ่ายวันเสาร์ในสัปดาห์นั้น ภราดาไมเกิลซึ่งเป็นอธิการบดีในขณะนั้นก็เดินไปตามห้องเรียนต่าง ๆ ตามประเพณี เพื่อชำระบาปของนักเรียนแต่ละห้องซึ่งได้รับ“แบ๊ดโน้ต” ด้วยไม้เรียวอาญาสิทธิ์ มาถึงห้องมัธยม ๒ แผนกฝรั่งเศส เปิดสมุดปกดำแล้วแกสั่นศีรษะ ทำตาเหลือก ๆ บอกว่าน่าประหลาด ส่งภาษากับภราดาหลิมสัก ๒–๓ คำ แล้วก็เรียกชื่อผมออกไปหน้าชั้น ชำระบาปด้วยไม้เรียว ตีที่ฝ่ามือ ๑ แปะ ในสมุดประจำตัวของผมในสัปดาห์นั้นมีเลข ๙ ในช่องความประพฤติ(ปกติ= ๑๐ ไม่พอใช้= ๙ เลว= ๘ ใครได้ต่ำกว่า ๘ มีหวังถูกอัปเปหิ)

เพื่อความเข้าใจดีของท่านผู้อ่าน ผมรู้ตัวก่อนแล้วว่าต้องถูกทำโทษ และเห็นแล้วว่าคุ้มกับการที่ได้ใช้อภิสิทธิ์ปีนหน้าต่างกระโดดออก ๒ ครั้ง ปีนเข้ามา ๑ ครั้ง เพราะตามปกติวินัยของโรงเรียนอัสสัมชัญก็คงเหมือนกับวินัยของโรงเรียนอื่น ๆ คือห้ามนักเรียนปีนหน้าต่างแม้แต่ครั้งเดียว และในกาลต่อมาจนกระทั่งผมเรียนจบออกมาเป็นครู ภราดาหลิมกับผมก็สนิทสนมรักใคร่กันตลอดมา จนกระทั่งจากกันไปในที่สุด

ผมได้รับบทเรียนอันมีค่าจากแบ๊ดโน้ตครั้งนั้น คือ ถ้าเราฟังอะไรไม่ได้ศัพท์ก็อย่าจับเอาไปกระเดียด นักเรียนที่ตั้งใจจะเรียน นักศึกษาชั้นอุดมที่จะเรียนวิชาชั้นสูงต่อไป นักค้นคว้าทางวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ต้องจับข้อเท็จจริงให้แน่เสียก่อน จึงจะเรียนรู้หรือวิจัยทางวิชาการได้ ผู้ซึ่งมีหน้าที่วินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ถ้าเราจับเอาเรื่องเท็จเป็นเรื่องจริง ไม่สืบสวนไตร่ตรองให้แน่นอนเสียก่อน ย่อมจะไม่สามารถวินิจฉัยเรื่องนั้น ๆ ได้ถูกต้อง บางคนมีความรู้มาก แต่ทำอะไรผิดพลาดเสมอ สาเหตุส่วนใหญ่มักจะมาจากความบกพร่องในทางข้อเท็จจริงที่หามาได้