แตกเนื้อหนุ่มเมื่อ ๒๔๗๕

 

พิมพ์ครั้งแรกใน

สังคมศาสตร์ปริทัศน์ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๑๕

 

 

เมื่อมิถุนายน ๒๔๗๕ ผมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ ๘ อยู่โรงเรียนอัสสัมชัญไม่เคยเรียนเรื่องการเมืองการปกครอง ไม่เคยคิดถึงสิทธิเสรีภาพของราษฎร เคยเรียนหนังสือเรื่องพลเมืองดี ซึ่งสอนว่า พลเมืองมีหน้าที่อย่างใดบ้าง จะต้องอยู่ในระเบียบวินัยอย่างไร แต่ไม่เคยมีใครสอนว่า พลเมืองก็มีสิทธิเสรีภาพด้วย เคยเรียนรู้ว่า คำขวัญของชาติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ สมภาพ และภราดรภาพ แต่ไม่ทราบละเอียดว่า เมื่อฝรั่งเศสเขาปฏิวัตินั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะทางโรงเรียนนั้นสอนประวัติศาสตร์หยุดแค่รัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ หนังสือเรียนธรรมจริยาทั้งภาษาไทยและฝรั่งเศส สั่งสอนแต่ให้เชื่อฟังเคารพนบนอบผู้ใหญ่รักใคร่เพื่อนฝูง โอบอ้อมอารีแก่คนโดยทั่วไป โลกของคนหนุ่มอย่างผมในสมัยนั้น เป็นโลกที่ตัดปัญหาการเมืองออกไปเสีย มีแต่ปัญหาให้ศึกษาเร็ว ๆ เสร็จสิ้นด้วยดี จะได้ออกไปประกอบอาชีพ ช่วยครอบครัวทางเศรษฐกิจ คนที่ได้เห็นน้อยรู้น้อย ก็ยากน้อย รู้มากจะยากนาน ชีวิตของคนส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในดุลเสถียรภาพทางการเมือง

จิตใจที่อยู่ในดุลแห่งเสถียรภาพนี้ เริ่มหวั่นไหวเล็กน้อย ในปี ๒๔๗๕ เพราะเหตุการณ์ ๓ ประการ

ประการแรกในชั้นมัธยมปีที่ ๘ ภาคฝรั่งเศสในอัสสัมชัญขณะนั้น อาจารย์เริ่มสอนปรัชญาซึ่งแยกหัวข้อออกเป็น จิตวิทยา ธรรมจริยา ตรรกวิทยา และเทววิทยา ได้เริ่มเรียนรู้ว่า ความคิดของมนุษย์เป็นสิ่งประเสริฐ ความประเสริฐนี้จะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในสภาพที่ปราศจากอวิชชาและพันธนาการ กล่าวคือ ในสภาพที่มีเสรีภาพ เสรีภาพในการคิด การพูด การเขียน การอภิปราย และการสมาคม จำได้ว่าหนังสือตำราปรัชญานั้น นักบวชโรมันคาทอลิกเป็นผู้เขียนและอาจารย์ผู้สอนก็เป็นนักบวชโรมันคาทอลิก

ประการที่ ๒ได้มีการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔ มิถุนายน จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบบรัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์ และในรัฐธรรมนูญได้ระบุสิทธิ และเสรีภาพของประชาราษฎรไว้หลายประการ มาตราแรกบัญญัติไว้ว่า อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย[1]

ประการที่ ๓เกิดขึ้นในโรงเรียนอัสสัมชัญเอง คือ เกิดมีนักเรียนจำนวนหนึ่งใช้สิทธิเสรีภาพเรียกร้องให้โรงเรียนกระทำการบางอย่าง เช่น ให้หยุดเรียนในวันพิธีพุทธศาสนา ให้มีเครื่องแบบนักเรียน เป็นต้น ทางโรงเรียนได้ใช้อำนาจลงโทษนักเรียนให้อยู่ในระเบียบวินัย ทางฝ่ายนักเรียนก็โต้ตอบด้วยการสไตรค์ไม่เข้าห้องเรียน เหตุการณ์ลุกลามต่อไป โรงเรียนจึงตัดสินใจปิดโรงเรียนชั่วคราว

ผมเองไม่ได้มีเดียงสาในเหตุการณ์ต่าง ๆ นัก ในการเรียนปรัชญาก็เล่าเรียนไปด้วยความสนใจกับบทเรียนอย่างธรรมดา ไม่ได้คิดอะไรนอกเหนือจากนั้นไป ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ หรือในเรื่องสไตรค์ที่โรงเรียน ผมก็มีบทบาทเพียงแบบไทยมุง คือ คอยมุงดูเขา สนุกดี ไม่ได้สำนึกว่ามีความสำคัญอย่างใด เมื่อทางโรงเรียนสั่งปิดเรียน กลับรู้สึกเสียดาย เพราะได้เรียนมาจนเกือบจบหลักสูตรแล้ว ใกล้จะได้ออกไปทำมาหากินให้คุ้มกับที่แม่ได้ลงทุนลงแรง ลำบากยากเข็ญมาหลายปี เพื่อให้การศึกษา ก็มาสะดุดหยุดลงเช่นนี้ เพราะเหตุที่พวกเราก่อความวุ่นวาย ไม่เคารพนับถือครูบาอาจารย์ เป็นลูกศิษย์คิดล้างครู ไม่อยู่ในระเบียบวินัย

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกในเสถียรภาพแห่งชีวิต ได้เริ่มสั่นคลอนไปบ้าง โดยที่กรอบชีวิตได้ขยายตัวออก การครองชีวิตแบบเดิมนั้น ถึงจะมีเสถียรภาพและได้ดุลก็จริง แต่น่าสงสัยว่าเสถียรภาพไม่ใช่สิ่งเดียวที่พึงปรารถนากระมัง คงจะมีสิ่งอื่นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเสถียรภาพ ดุลแห่งชีวิตนั้นสงสัยว่า เป็นจุดที่เคลื่อนไหวได้ ขึ้นสูงลงต่ำได้ ชีวิตที่ทรงดุลอยู่ในระดับสูง คงจะดีกว่าชีวิตที่ทรงดุลอยู่ในระดับต่ำ และมนุษย์กับสังคมของมนุษย์นั่นเองสามารถกระทำให้จุดดุลแห่งชีวิตขึ้นสูงลงต่ำได้ ตามภาษาที่ใช้กันอยู่ในสมัยนี้ มนุษย์อาจจะ“พัฒนา” ให้ชีวิตมีระดับต่ำได้ และให้สมดุลอยู่ในระดับใดก็ได้ตามความสามารถของมนุษย์ คำว่าชีวิตในที่นี้ หมายถึง การครองชีพในด้านต่าง ๆ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การสังคม เป็นต้น

ข้อสงสัยที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ผมกับเพื่อนรุ่นหนุ่มอีก ๒–๓ คน ชักชวนกันแสวงหาคำตอบจากหนังสือต่าง ๆ ซึ่งเดิมทางโรงเรียนห้ามไม่ให้อ่าน เพราะเป็นบาป เช่น หนังสือของรุสโซ วอลแตร์ โซลา และหนังสือประวัติศาสตร์การปฏิวัติของฝรั่งเศส เป็นต้น ต่อมาเมื่อผมอ่านภาษาอังกฤษออก ได้อ่านศึกษาจากจอห์น สจ๊วต มิลล์ ฮอบสัน ฮอบเฮาส์ ทอนี ลาสกี้ รัสเซล เจฟเฟอร์สัน ลินคอล์น รวมทั้งรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ในสมัยนั้น แม้ว่าเราจะได้เริ่มสนใจเสาะแสวงวิชาเกี่ยวกับการบ้านเมืองแล้วก็ดี ผมต้องหมกมุ่นอยู่กับการประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว งานสอนที่โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นภาระหนักพอดูสำหรับครูใหม่รุ่นหนุ่มวัย ๑๘–๒๐ ปี ฉะนั้น ในเรื่องการบ้านเมืองของไทย ผมยังคงสังกัดไทยมุง คือคอยติดตามอ่านและฟังข่าวอยู่บ้าง โดยมิได้คำนึงว่า ตนเองมีบทบาทอย่างใดบ้างในเรื่องของบ้านเมือง

ลัทธิไทยมุงติดนิสัยผมอยู่หลายปี จนกระทั่งเมื่อได้รับทุนเล่าเรียนไปศึกษาต่อที่อังกฤษในปี ๒๔๘๑ การเลือกตั้ง การจัดคณะรัฐมนตรี การอภิปรายในสภาฯ ความแตกแยกกันในคณะรัฐบาลเจ้าคุณมโนปกรณ์นิติธาดา สมุดปกเหลืองของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม รัฐประหารครั้งที่ ๒ กบฏบวรเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๗ สละราชสมบัติ คณะราษฎรฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือนแตกแยกกัน เจ้าคุณพหลพล-พยุหเสนาลาออกแล้วกลับเข้ามาใหม่ เข้าแล้วออกอีก หลวงพิบูล-สงครามถูกลอบยิง การประหารชีวิตศัตรูทางการเมือง การปิดปากมิให้ติเตียนรัฐบาล ฯลฯ เหล่านี้ ผมเป็นคนหนึ่งที่มุงดูเขา ส่วนใหญ่มุงดูเพื่อความสนุกเหมือนมุงดูลิเก ไม่แตกต่างกับบรรดาไทยมุงที่มีจำนวนมากล้นหลามในปัจจุบัน แต่บางครั้งก็อดรู้สึกสลดและอนาถใจไม่ได้ เมื่อคนไทยต่อคนไทยพิฆาตฆ่าฟันกันเอง หรือเมื่อแน่ใจว่า พ่อของเพื่อนถูกประหารชีวิตด้วยข้อหาเท็จและการปลุกพยานเท็จ ได้เคยฉุกคิดว่า เราก็เป็นพลเมืองคนหนึ่ง มีหน้าที่และสิทธิเสรีภาพที่จะร่วมกันกับผู้อื่น บันดาลให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปโดยชอบธรรม เมื่อก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ ผมได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ในบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น ไม่รู้จักเสียส่วนมาก ที่รู้จักบ้างก็ชื่อเสียงไม่น่าศรัทธา ไม่ทราบว่าจะเลือกใครดี ผลสุดท้ายตัดสินใจลงคะแนนให้ผู้สมัครท่านหนึ่งซึ่งเป็นครู เพราะคิดว่า เราก็เคยเป็นครู ไม่รู้จะเลือกใครก็เลือกครู

ในภาวะไทยมุงระยะปี ๒๔๗๖ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองยังไม่ได้เริ่มตั้ง ผมยังไม่ได้เรียนกฎหมาย แต่ได้ติดตามเพื่อน ๆ ที่แก่กว่าและกำลังเรียนกฎหมายอยู่ไปเที่ยวโรงเรียนกฎหมายในวันพฤหัสฯ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญหยุด สังเกตดูว่า นักเรียนกฎหมายบางคนพกปืน ผมถามเขาว่า ทำไมพกปืน เขาเล่าว่า นักเรียนกฎหมายกับพวกทหารไม่ลงรอยกันเรื่องการเมือง ผมก็เซ่อถามเขาว่า ก็ไม่ลงรอยกันทางการเมืองทำไมต้องใช้ปืนด้วย ควรจะใช้สันติวิธีกระมัง ฐานคนชาติเดียวกัน ตอนนั้นถึงเวรที่ไทยมุงถูกพวกนักเรียนกฎหมายมุงดู ด้วยความประหลาดใจ หัวร่อกันงอหาย บางคนว่า ไอ้นี่แปลก คิดประหลาด ๆ เปิ่น ๆ

ในปี ๒๔๘๑ ผมได้เข้าเรียนที่อังกฤษแล้ว ในตอนปลายปีโรงเรียนปิด ได้ไปพักตากอากาศที่เมืองทอร์กี ชายทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ นักเรียนไทยอีกคนหนึ่งชื่อ พร้อม วัชระคุปต์ไปพักอยู่ด้วยกัน พร้อมเรียนวิชาโลหกรรมที่มหาวิทยาลัยลอนดอน เป็นชาวโคราช เรียนชั้นมัธยมปลายอยู่ที่อำนวยศิลป์ วันหนึ่งพร้อมละล่ำละลักมาบอกว่า“ตายแล้วโว้ย” ถามว่า“จะตายเรื่องอะไร?” พร้อมด่าให้แล้วจึงอธิบายว่า เมืองไทยต่อไปนี้จะแย่แล้ว เพราะหลวงพิบูลสงครามได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทนเจ้าคุณพหล คงจะเป็นระบบเผด็จการแบบเยอรมนีและอิตาลี ผมขอรับสารภาพว่าไม่เคยคิดมาก่อน พร้อมเป็นคนแรกที่ให้สติเรื่องเผด็จการและประชาธิปไตย ตั้งแต่นั้นมาจนพร้อมตายจากไป(เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๕ นี้เอง)พร้อมกับผมก็ถกกันเสมอถึงเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย ลัทธิการเมืองฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฯลฯ ตลอดมา โปรดสังเกตว่า พร้อม วัชระคุปต์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ปริญญาเอกทางโลหกรรม อาจารย์ชั้นพิเศษในจุฬา-ลงกรณมหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่มีสติทางการเมือง และเป็นผู้หนึ่งที่ให้สตินั้นแก่ผมซึ่งเรียนทางสังคมศาสตร์ เพื่อนรักเอ๋ย...

สำหรับท่านทั้งหลายที่เป็นบุคคลสำคัญ มีบทบาทในการรัฐประหารปี ๒๔๗๕ นั้น ผมมิได้รู้จักท่านเป็นส่วนตัวจนกระทั่งเป็นเสรีไทยเข้ามาในตอนสงครามญี่ปุ่น ฉะนั้นจะของดไม่กล่าวในที่นี้ เพราะห่างไกลจากเรื่องปี ๒๔๗๕ ไปมาก

 

ก่อนจบบทความนี้ ใคร่จะเสนอความเห็นสัก ๒ ข้อ

ประการแรกเรื่องของบ้านเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญแก่ชีวิต อิสรภาพของคนและชาติเรามาก พวกเราแต่ละคนไม่ควรจะมัวถือลัทธิไทยมุงอยู่ร่ำไป การมุงดูเขาทำอะไรกันนั้น มักจะสนุกดีและไม่เสี่ยงอันตรายด้วย เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำไป ไทยมุงก็แผ่เมตตาให้โดยบ่นว่าสงสาร เมื่อสงสารแล้วเราก็สบายใจแก่ตนเอง ถ้าใครเขาโกงกินกันหรือใช้อำนาจเป็นอธรรมเราก็ย้ายสังกัดจากไทยมุงเป็นไทยบ่น หรือผสมกันเป็นไทยมุงบ่น ล้อมวงกันบ่นไปนินทาไปสนุกดีอีก เพราะเรื่องที่เอามานินทานั้นมันสนุกแทบทุกเรื่อง ในกรณีที่มีใครตกกระป๋อง หรือถูกประทุษร้ายเพราะยื่นคอเข้าไปให้เขาสับเอาทางการเมือง ไทยมุงก็มักจะสมน้ำหน้า อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม นี่แหละสุภาษิตไทยดี ๆ ไทยมุงก็เอาไปตีความให้เป็นทุภาษิตไปได้

ถ้ารักจะให้ดุลแห่งชีวิตของประชาชาติไทย เคลื่อนสูงขึ้นไปโดยไม่ทิ้งเสถียรภาพ ไม่มีทางอื่น ต้องร่วมกันมาก ๆ เลิกลัทธิไทยมุง ไทยบ่น ไทยมุงบ่นเสีย ชวนกันย้ายสังกัดเป็นไทยสน ไทยร่วม ไทยเรียกร้อง แล้วไทยจะเจริญ

ข้อสุดท้ายขอเสนอเพื่ออภิปรายกันต่อไปว่า บ้านเมืองอันพึงปรารถนาของเรานั้นควรจะมีลักษณะประการใดบ้าง ผมมีความเห็นว่า ควรจะมีลักษณะ ๔ ประการ คือ(๑) มีสมรรถภาพ(๒) มีเสรีภาพ(๓) มีความยุติธรรม และ(๔) แผ่เมตตากรุณา

สมรรถภาพหมายความว่า บุคคลในบ้านเมืองนั้น มีความรู้ความสามารถ ความขยันขันแข็ง มีวิธีทำงาน การจัดรูปงาน และการประสานงานกันอย่างเรียบร้อย จะคิดทำอะไร ก็สามารถทำไปได้โดยสะดวกและคล่องแคล่วว่องไว สมรรถภาพในด้านการปกครอง หมายความว่า หัวหน้าพรรคการเมืองรู้จักวิธีเป็นผู้นำลูกพรรค มือสะอาดพอที่จะป้องกันมิให้ลูกพรรคขู่กรรโชกได้ และแม้จะประสบลูกพรรคที่เลว ก็สามารถขจัดอุปสรรคได้ โดยไม่ต้องละทิ้งหลักการ เสรีภาพ ยุติธรรม และเมตตากรุณา

เสรีภาพหมายความว่า บุคคลแต่ละคน คณะแต่ละคณะ มีสิทธิเสรีภาพสมศักดิ์ศรีของมนุษย์ ทำอะไรได้โดยมิต้องหวาดหวั่น เว้นแต่จะเป็นการประทุษร้ายต่อผู้อื่นหรือเป็นการจำกัดเสรีภาพของผู้อื่น เสรีภาพเป็นหัวกุญแจแห่งความดำริริเริ่ม เพื่อสร้างสรรค์ความเจริญ การที่มนุษย์มีเสรีภาพก่อให้เกิดความคิดต่าง ๆ กัน ย่อมเปิดโอกาสให้มีทางกว้างสำหรับเลือกวิธีที่ดีมีประโยชน์ที่สุดได้ เป็นทางที่เหนือกว่าการบังคับให้ทุกคนคิดอ่านเข้ารอยเดียวกันหมด ความสำนึกในเสรีภาพของแต่ละคนก่อให้เกิดความสามัคคีในชาติได้ และความสามัคคีสมานฉันท์เป็นคุณประโยชน์ยิ่งนัก ในวาระที่บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะอันตรายจากภายในและภายนอกประเทศ

ความยุติธรรมหมายความว่า บ้านเมืองมีขื่อมีแป ใช้กฎหมายและขบวนการตุลาการเป็นกติกาสำหรับทุกคนเสมอหน้ากันหมด โดยตั้งรากฐานอยู่มั่นคงด้วยความชอบธรรมและศีลธรรม การปกครองไม่ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจหรือประกาศิตตามอำเภอใจของคนคนเดียวหรือหมู่น้อยหมู่เดียว

ความเมตตากรุณาหมายความว่า มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แทนที่จะคิดพิฆาตกัน ผู้ที่เกิดมาแล้วล้ำหน้ากว่าผู้อื่นย่อมประคับประคองผู้ที่ล้าหลัง เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่พิการทางร่างกายหรือจิตใจ รัฐบาลขจัดทุกข์บำรุงสุข แบ่งความเจริญให้ทั่วหน้า รามอน แมกไซไซ กล่าวไว้ว่า“ใครเกิดมามีน้อย กฎหมายควรอำนวยให้มาก”

 

ขออุทิศส่วนดีของบทความนี้ ถ้ามี เป็นที่ระลึกถึง ดร.พร้อม วัชระคุปต์ ผู้ใฝ่ในเสรีภาพของประชาชนชาวไทย

 

 

[1]            พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช๒๔๗๕มาตรา๑บัญญัติว่า“อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามพุทธศักราช๒๔๗๕มาตรา๒บัญญัติว่า“อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม...