เรียนให้เก่ง

 

พิมพ์ครั้งแรกใน เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ๒๕๑๐

 

ในการเขียนเรื่องสำหรับอนุสรณ์เศรษฐศาสตร์ประจำปี ๒๕๑๐ ผมจะขอคุยสักหน่อย คำว่าคุยในสมัยนี้หมายความว่าโอ้อวด นาน ๆ ทีฟังอาจารย์โอ้อวดบ้างหวังว่าคงไม่รังเกียจ

มีนักศึกษามาถามผมบ่อย ๆ ว่า ได้ข่าวว่าคณบดีเรียนเก่ง เรียนอย่างไรจึงเก่ง บางคนกล้าหน่อยก็ถามว่า ที่เขาลือกันว่าเรียนเก่งนั้นจริงเพียงใด

คำถามเช่นนี้จะตอบโดยไม่โอ้อวดย่อมทำไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาข้อเท็จจริงก่อน

ในชั้นประถมและมัธยม ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก สอบไล่ได้คะแนนรวมมักจะไม่ต่ำกว่า ๘๐% บางครั้งพลาดก็ต่ำลงมาบ้าง แต่ก็ไม่ถึง ๗๕% แต่ตั้งแต่มัธยม ๕ ไปถึง ๘ คะแนนส่วนมากใกล้ ๙๐% บางปีก็เกินกว่า ๙๐%

ในการศึกษาขั้นอุดมที่มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ผมเรียนพลาง ทำงานพลาง สอบไล่ได้เป็นธรรมศาสตร์บัณฑิตภายในกำหนด ๓ ปี คะแนนส่วนมากได้พอผ่านไป รับพระราชทานปริญญาลำดับที่ ๖๕ ในจำนวนรุ่นเดียวกัน ๗๙ คน

ในการศึกษาชั้นปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอนมีการสอบไล่ ๒ ครั้งในระยะ ๓ ปี สอบชั้นintermediate เมื่อปลายปีแรกเข้าใจว่าได้คะแนนไม่สู้ดีนัก(ถ้าดีก็คงจำได้เอามาคุยได้) และสอบชั้นfinals เมื่อปลายปีที่ ๓ การสอบfinals มีสอบข้อเขียน ๙ ลักษณะวิชา และอาจารย์บอกผลว่าสอบได้grade A ๘ ลักษณะวิชา และB ๑ ลักษณะวิชา สรุปได้ว่า เกียรตินิยมอันดับ ๑ ได้รับอนุญาตให้เรียนปริญญาเอกต่อได้

ในการศึกษาชั้นปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน(หลังจากไปเป็นทหารเสีย ๓ ปีกว่า) ไม่ต้องสอบเขียนแต่ทำวิทยานิพนธ์(เรื่องเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการควบคุมดีบุก) และการสอบปากเปล่าได้กระทำสำเร็จภายใน ๓ ปี[1] เอาวิทยานิพนธ์มาอ่านใหม่เร็ว ๆ นี้รู้สึกว่าไม่สู้จะวิเศษนัก

สมมติว่าผลของการเรียนตามข้อเท็จจริงข้างต้นแสดงว่าเรียนเก่ง ปัญหาต่อไปคือเรียนเก่งอย่างไร ที่จะบรรยายต่อไปนี้เป็นวิธีการที่ใช้มาแล้วเฉพาะตัวไม่อาจเอื้อมที่จะแสดงเป็นหลักการสำหรับนานาจิตตัง แต่บางข้อก็คงจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาอื่นได้บ้าง เช่น ความพากเพียร

. ความพากเพียร ถ้าใครบอกเราว่ามีผู้นั้นผู้นี้สติปัญญาเลิศมนุษย์ ไม่ต้องเล่าเรียนอะไรนักหนาก็สอบได้ดีและเด่น อย่าเชื่อ เพราะสติปัญญานั้น จริงอยู่ บางคนอาจจะมีดีกว่าคนอื่น แต่การฝึกฝนสติปัญญานั้นไม่มีวิธีอื่น นอกจากใช้ความอุตสาหะพากเพียร

เมื่อผมเรียนอยู่มัธยม ๕ กำลังคลั่งพลศึกษา เพื่อน ๆ เขาชวนให้ออกวิ่งเช้า ๆ ก็ตื่นแต่ตี ๓ หรือตี ๔ วิ่งบ้างเดินบ้างจากตลาดน้อยมาสนามหลวง(เพื่อน ๆ บางคนวิ่งได้หลายรอบ ผมบางทีก็ได้รอบ บางทีก็ครึ่งรอบ) แล้วก็วิ่งรอบสนามหลวงแล้วกลับบ้าน พอกลับบ้านยังไม่สว่าง จิตใจก็ปลอดโปร่ง ก็รู้สึกว่าเวลาเช้าตรู่นี้เป็นเวลาเหมาะสำหรับเล่าเรียน ต่อมาแม้จะไม่ออกวิ่งเช้ามาก ๆ ก็มีเวลาท่องและหาความรู้จากหนังสือเรียนได้สัก ๒–๓ ชั่วโมงก่อนไปโรงเรียน วันละ ๒–๓ ชั่วโมงนี้เป็นกำไรสุทธิ เพราะปกติมันจะทำการบ้านเสร็จตอนเย็นหรือหัวค่ำก่อนเข้านอน

เมื่อผมเรียนธรรมศาสตร์ กลางวันต้องเป็นครู และครูอัสสัมชัญต้องทำงานหนักตลอดวัน การดูหนังสือธรรมศาสตร์ใช้เวลาค่ำ และเวลาเช้ามืดส่วนมากมักจะไปค้างกับเพื่อนหลายคนที่กำลังเรียนธรรมศาสตร์ด้วยกัน

เมื่อผมเรียนอยู่ที่อังกฤษ ยิ่งต้องพากเพียรเป็นพิเศษ เพราะรู้ตัวว่าภาษาอังกฤษเราแพ้เปรียบเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ส่วนมากผมเข้าห้องสมุดอ่านตำราตั้งแต่เช้า แล้วออกจากห้องสมุดกลับบ้าน เมื่อห้องสมุดปิด คือ ตอน ๓ ทุ่มครึ่ง ถึงเวลาฟังคำบรรยายหรือเข้าห้องเรียนก็ไป ถึงเวลาอาหาร ก็รับประทานอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือในที่ใกล้เคียง(มีเพื่อนนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งที่ช่วยบังคับใจซึ่งกันและกัน)

. การจัดเวลาให้เหมาะ มนุษย์เราจะเรียนตลอดเวลาไม่ได้ ถ้าทำเช่นนั้นอาจจะมีผลร้าย บางคนอาจจะเสียสติไปเลย ฉะนั้น จึงต้องมีเวลาพักผ่อน เฉพาะอย่างยิ่งใกล้ ๆ สอบไล่

เมื่อเรียนอยู่ที่อัสสัมชัญ มีวันหยุดคือวันพฤหัสและวันอาทิตย์ แต่มีการบ้านให้ทำ นักเรียนก็มีวันเลือก ถ้าทำการบ้านวันพฤหัสเย็นและค่ำ วันพุธก็ไม่ทำงาน ถ้าจะหยุดพักผ่อนวันอาทิตย์ ก็รีบทำการบ้านในตอนเย็นและค่ำวันเสาร์ เป็นต้น

เมื่อผมเรียนธรรมศาสตร์ เพื่อน ๆ กับผมที่ดูหนังสือด้วยกัน มักจะหยุดทำงานค่ำวันเสาร์ และเต็มวัน วันอาทิตย์

เมื่อผมเรียนที่อังกฤษ ก็ติดนิสัยพักงานวันพุธตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป และพักวันเสาร์บ่าย ตลอดถึงเย็นวันอาทิตย์ ค่ำวันอาทิตย์เริ่มทำงานเตรียมไปฟังคำบรรยายให้รู้เรื่องในวันจันทร์

ระยะก่อนสอบไล่เป็นระยะเวลาที่สำคัญ โดยทั่วไปผมจะต้องพยายามหาเวลาหยุดให้สมองโปร่งก่อนสอบไล่ มากน้อยตามความเหมาะสมและจำเป็น ฉะนั้น หมายความว่าระยะเวลาก่อนจะถึงตอนหยุดพักให้สมองโปร่งนั้น ก็ต้องมุทำงานมากเป็นพิเศษ ระยะมุนี้ต่างกันตามกาลเทศะ เมื่ออยู่อัสสัมชัญ ผมก็มุประมาณ ๒ สัปดาห์แล้วหยุด ๑ สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ทั้งสัปดาห์ จากจันทร์ถึงศุกร์ วันศุกร์เป็นวันโต้รุ่ง วันเสาร์วันอาทิตย์เป็นวันนอนพักผ่อน เมื่ออยู่อังกฤษ ตอนสอบfinals ปลายปีที่ ๓(ปีหนึ่งมี ๓ ภาค) ก็มุในภาคที่ ๒ และพักผ่อนในภาคที่ ๓ ก่อนสอบไล่

ที่เรียกว่าพักผ่อนเพื่อให้สมองโปร่งนั้นก็ทำได้หลายวิธีต่าง ๆ กัน แล้วแต่จะชอบ ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่ออยู่ธรรมศาสตร์นั้นผมนอนพักผ่อน เมื่ออยู่อัสสัมชัญผมใช้วิธีเดินเล่น คือตอนเช้าหรือบางทีตอนค่ำ เดินจากบ้านที่ตลาดน้อยมาทางเจริญกรุง เข้าสี่พระยา ออกพญาไท เลี้ยวซ้ายตอนปทุมวัน ข้ามสะพานกษัตริย์ศึก ผ่านวัดเทพศิรินทร์ วงเวียน ๒๒ กรกฎา กลับบ้าน(เวลานั้นถนนที่เดินยังเปลี่ยวมืดและสงบ)ขณะที่เดิน ก็นึกถึงสูตรคณิตศาสตร์ คิดทบทวนปีที่สำคัญในประวัติศาสตร์ ฯลฯ พลางชมนกชมไม้ไปด้วย เมื่อผมเรียนอยู่อังกฤษ เวลาพักตามปกติก็คือไปดูหนัง เล่นบิลเลียด เป็นต้น แต่เมื่อพักให้สมองโปร่งก่อนสอบไล่ในภาค ๓ ปีที่ ๓ นั้น ผมใช้เวลาถกและอภิปรายกับเพื่อนนักศึกษาด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ และดูหนังมากขึ้น แต่ไม่ดูหนังสือ

 

. การถกอภิปราย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม ครูผู้สอนเป็นผู้ที่แนะนำวิชาอย่างถี่ถ้วนสมบูรณ์ และเป็นผู้นำในการถามการตอบในห้องเรียน นักเรียนด้วยกันไม่จำเป็นต้องนำเรื่องวิชาเรียนมาถกหรืออภิปรายกันมากนัก แต่ถึงในชั้นมัธยมก็ตาม ถ้านักเรียนใช้ความคิดความอ่านมากเพียงพอ ย่อมจะเกิดประเด็นให้ปุจฉาวิสัชนากันได้ และจะเป็นประโยชน์แก่การเรียนมิใช่น้อย ในโรงเรียนมัธยมที่ทันสมัย ครูย่อมส่งเสริมให้มีการอภิปรายในหมู่นักเรียน เพื่อฝึกฝนให้สามารถใช้ความคิดโดยลำพังได้มากขึ้น

ในการศึกษาขั้นอุดม การถกเถียง และอภิปรายระหว่างนักศึกษาเป็นของจำเป็น เมื่อผมเรียนธรรมศาสตร์ วิสัยของนักศึกษาที่จะอภิปรายถกเถียงประเด็นในวิชาการต่าง ๆ มีมาแต่เดิมแล้ว ตั้งแต่ครั้นยังเป็นโรงเรียนกฎหมาย ฉะนั้น เมื่อดูหนังสืออยู่กับเพื่อน ๆ เป็นหมู่คณะ การอภิปรายโต้เถียงกันก็เป็นของธรรมดา เฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อพวกเราเป็นพวกที่ไม่ได้ไปฟังคำบรรยายในตอนกลางวันเป็นส่วนใหญ่ การถกอภิปรายมีผลยั่วยุให้แต่ละคนต้องศึกษาต่อ ต้องคิดต่อ แล้วกลับมาถกอภิปรายต่อ นี่แหละนักปราชญ์สมัยนี้เรียกกันเสียโก้ว่า“บรรยากาศทางวิชาการ” (academic atmosphere) แท้จริงก็เป็นสิ่งที่พวกเรานักศึกษาสร้างกันได้ด้วยพวกเรากันเอง แต่ถ้าอาจารย์เข้าช่วยแนะด้วยก็ยิ่งดี ที่บ่นกันว่ามหาวิทยาลัยเรามักจะไม่มีบรรยากาศทางวิชาการนั้น พวกคณาจารย์ก็ต้องรับผิดที่ไม่ได้ช่วยอำนวยให้เกิดขึ้น แต่ไม่ควรลืมว่านักศึกษาก็สามารถช่วยสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นได้ ถ้าตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นจริง

เมื่อผมเรียนอยู่ที่อังกฤษ ได้พยายามจับกลุ่มเพื่อน ๆ นักศึกษาด้วยกัน สำหรับถกเถียงอภิปรายกันนอกเวลาเรียน เท่าที่จำได้มีอังกฤษ ๑ คน อินเดีย ๑ คน จีน ๑ คน ลังกา ๑ คน และไทย ๑ คน บางคนก็ถนัดในวิชานี้ เพื่อน ๆ ก็ได้พึ่ง เพื่อน ๆ ถนัดวิชานั้นเพื่อนคนอื่นก็ได้ฟัง แต่ถึงจะถนัดในวิชาเดียวกัน ตำราที่จะอ่านก็มีมากเหลือกำลัง พวกเราแยกกันอ่านแล้วมาเล่าสู่กันฟัง ได้ประโยชน์ทั้งแตกฉาน และลึกซึ้ง ยิ่งใกล้สอบพวกเราเลิกดูหนังสือกันแล้ว แต่ดูบันทึกที่ย่อเรื่องไว้ เอาข้อสอบเก่า ๆ มาผลัดกันตอบคนละข้อสองข้อให้คนอื่นฟังให้คนอื่นท้วง ความกระจ่างแจ้งในวิชาก็เกิดขึ้น แต่ละคน สมองก็โปร่งเพราะไม่ต้องคร่ำเครียดอ่านตำรา ถ้าไม่เข้าใจตอนไหน ก็ซักเพื่อนเอา เวลาจะตอบตอนสอบไล่ก็สามารถตอบได้รวดเร็วชัดเจน เพราะได้ซ้อมกันมาแล้ว เคยถูกขัดคอกันมาแล้ว และเคยหัดอภิปรายซึ่งกันและกันมาแล้ว

นักศึกษาที่รัก ที่ผมอภิปรายมาข้างต้นนี้ ไม่ใช่เป็นมนต์คาถาที่จะนำไปสู่การเรียนเก่ง การเรียนย่อมต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ จากประถมไปมัธยม จากมัธยมไปอุดม ถ้าจะพากเพียรต้องพากเพียรให้ตลอดไปทุกช่วง จะเลือกพากเพียรเป็นตอน ๆ มิได้ อนึ่ง สติปัญญาที่จะนำมาใช้ในชั้นอุดม ต้องอาศัยฝึกฝนมาแต่ชั้นมัธยม ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานจากมัธยม ถ้าเผอิญว่าเราบกพร่องอะไรในเบื้องล่าง เช่น ปรากฏว่าอ่อนประวัติศาสตร์ไป ตามเขาไม่ใคร่ทัน ก็ต้องพากเพียรย้อนกลับไปหาความรู้พื้นฐานเพิ่มเติมให้เพียงพอ เมื่อผมกลับจากสงครามโลกไปเรียนใหม่ รู้สึกว่าด้อยทางคณิตศาสตร์ อ่านตำราไม่เข้าใจ กลุ้มใจนักต้องกลับไปซื้อหนังสือแคลคูลัสมาอ่านแล้วให้เพื่อน ๆ ช่วย แม้แต่ชั้นปริญญาตรีก็เช่นเดียวกัน รำคาญใจที่เรียนประวัติศาสตร์เศรษฐกิจแต่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ชาติอังกฤษพอ ก็กลับไปหาหนังสือชุดมัธยมว่าด้วยประวัติศาสตร์อังกฤษมาอ่านเสริมดู ต่อมาภายหลังจึงเกิดความพึงพอใจที่ใครเขาจะพูดอะไรกัน เราก็ตามเขาทัน

นักศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคปกติคงจะมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดเวลาให้เหมาะมากพอใช้ เพราะบางคนยังไม่สามารถวางตารางเวลาทำงานของตนได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ใคร่จะแนะนำให้พยายามกำหนดเวลาเสียให้ดี ชั่วโมงไหนฟังคำบรรยายอะไร ทางมหาวิทยาลัยเขาจัดไว้แล้ว ที่สำคัญที่เราจะต้องพึ่งตัวเองช่วยตัวเอง คือชั่วโมงที่ไม่มีการบรรยายจะต้องกำหนดไปว่า เราจะต้องอ่านหนังสือวิชาอะไร แล้วควบคุมใจให้ทำให้ได้ มิไยที่เพื่อนฝูงจะชักจูงให้ทำอะไรอย่างอื่นที่สนุกสนานกว่า เราเสียอีกควรจะชักจูงเพื่อนฝูงให้มาสนับสนุนซึ่งกันและกันให้เล่าเรียน และเมื่อได้กำหนดในตารางเวลาเผื่อไว้แล้วว่า จะมีชั่วโมงเที่ยว จะมีวันสำหรับเล่น ก็ควรจะทำได้ไม่ยากนัก

นักศึกษาในภาคค่ำสิจะเล่าเรียนได้ยากกว่านักศึกษาภาคปกติ เพราะถ้าใครไม่มีงานทำในภาคกลางวัน และควบคุมใจไม่ได้ ในไม่ช้าก็จะเริ่มชวนกันไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การศึกษา และถ้าเริ่มชวนกันไปเป็นนิสัยแล้ว การเที่ยว การเตร่ แม้จะไม่ถึงกับเสเพล ก็จะเลยลามไปเป็นอาจิณนิสัย เช่น เพียงแต่นั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ วันแรกก็ ๑ ชั่วโมง ต่อ ๆ ไปก็คุยกันไป มากคนมากเรื่องขึ้นก็ยิ่งเสียเวลามากขึ้น และยิ่งถ้ามีการชักนำกันให้“ใจแตก” (คำเก่า แต่ได้ความหมายดี)มาก ๆ เข้าไม่นานอาจจะถึงเสเพล

ฉะนั้น สำหรับนักศึกษาภาคค่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมขอแนะนำให้พยายามคุมใจของตนให้ดี พยายามจัดตารางทำงานของตนเองในเวลากลางวันให้มีเรียนมากพอสมควร หย่อนใจบ้าง พอหอมปากหอมคอ แล้วควบคุมใจตนให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนเองจนได้ ถ้าใครหาอาชีพทำในตอนกลางวันได้ก็ดีเหมือนกัน จะเป็นประโยชน์หลายสถาน กันใจแตกได้ง่ายขึ้น

มีผู้ปกครองนักศึกษาภาคค่ำหลายคนมาบ่นให้ฟังว่า บุตรหลานของตนนั้นเรียนภาคค่ำแล้วกลับบ้านดึก ปรากฏว่าที่ดึกนั้นดึกจริง ๆ คือถึงสองยามหรือ ๕ ทุ่ม แท้จริงการเรียนภาคค่ำเรียนถึง ๒ ทุ่มก็เลิก แม้จะขยันเข้าห้องสมุดอีกก็คงไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ใครกลับบ้านดึกถึง ๕ ทุ่มน่าจะไม่ใช่เพราะเรียน น่าอดสู ผมอยากจะเสนอให้ผู้ปกครองส่งพี่เลี้ยงมาคอยรับกลับบ้านแบบนักเรียนอนุบาล

ข้อคิดเหล่านี้เขียนขึ้นให้นักศึกษาเกิดสติรำลึกได้ว่า เรามาเรียน ต้องเรียนให้เก่ง วิธีที่จะเรียนให้เก่ง ก็ได้กล่าวไว้ตามประสบการณ์ แต่ถ้าใครมีวิธีที่ดีกว่า ก็ยิ่งดี ข้อที่ควรจำต่อไปก็คือ นักศึกษามิใช่จะมีหน้าที่ต่อตนเองที่จะเรียนให้เก่งเท่านั้น จะต้องเรียนให้เก่งกว่าครูบาอาจารย์ด้วย มิฉะนั้นโลกจะเจริญได้อย่างไร

 

 

[1]           ผมเริ่มเรียนใหม่เมื่อเลิกสงครามในต้นปีค.ศ. ๑๙๔๖เขียนวิทยานิพนธ์เสร็จและสอบปากเปล่าเสร็จเมื่อปลายปีค.ศ. ๑๙๔๘แต่เผอิญเวลานั้นทางการเมืองไทยโจษกันอย่างชวนให้เสียหายว่าผมได้โดดร่มเข้ากรุงเทพฯเพื่อร่วมปฏิวัติหรือปฏิวัติซ้อนพี่น้องทางกรุงเทพฯเดือดร้อนใจเขียนจดหมายไปบอกทางลอนดอนว่าอย่าเพิ่งเดินทางกลับจะเป็นอันตรายเพราะเพื่อนฝูงก็ถูกจับไปหลายคนผมจึงเข้าหาศาสตราจารย์Robbins ขออย่าเพิ่งให้มหาวิทยาลัยประกาศผลสอบไล่ได้เพราะถ้าสอบไล่ได้แล้วก็ต้องเดินทางกลับถ้าเดินทางกลับตอนนั้นก็อาจจะมีอันตรายศาสตราจารย์Robbins บอกว่าหมอนี่พิกลตั้งแต่ตั้งมหาวิทยาลัยมามีแต่คนมาเร่งให้ประกาศผลสอบไล่ได้นี่ขอให้หน่วงไว้แต่ท่านก็หน่วงให้หลายเดือน– ป๋วย.