Labor Omnia Vincit

เขียนโดยใช้นามปากกา“อัสสัมชนิก ๗๐๓๖”

พิมพ์ครั้งแรกในอุโฆษสาร๒๕๑๑

 

อัสสัมชนิกและนักเรียนเก่าใหม่ของโรงเรียนในเครือภราดาจารย์เซนต์คาเบรียล คงจะคุ้นกับภาษิตละตินข้างต้น ซึ่งแปลได้ความว่า“สิ่งทั้งปวงเอาชนะได้ด้วยอุตสาหะ”

พวกเราโชคดีที่ได้รับการอบรมมาในร่มแห่งอุตสาหคติและคติดี ๆ อื่น ๆ เราจะต้องขยัน เราจะต้องมีระเบียบ เราจะต้องมีใจเที่ยงธรรม แม้แต่นักเรียนภาคฝรั่งเศสก็ยังรู้จักคำอังกฤษ“Fair Play”

คติประจำใจเป็นของสำคัญ เด็ก ๆ ก็เห็นกันจนชินตาชินใจ โตขึ้นก็หวนระลึกได้ แม้เมื่อแก่ก็ปฏิบัติตามคติด้วยความเคยชินที่เป็นธรรมชาติ

ผมไปเจอLabor Omnia Vincitอีกที พร้อมกับเพื่อนอัสสมัชนิกบ้าง ไม่อัสสัมชนิกบ้าง เมื่อออกจากโรงเรียนไปร่วม ๑๐ ปี ไปเจอในกองทหารอังกฤษที่เรียกว่าPioneer Corps แปลได้ความว่า กองทหารกรุยทาง หรือกองกรรมกร ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ใครเป็นชนสัญชาติที่ประกาศเป็นข้าศึกกับอังกฤษ ถ้าสมัครเข้าเป็นทหารอังกฤษ เขารับไว้ในกองทหารกรุยทางนี้ กองทหารนี้ต่อมามีชื่อเสียงในการปฏิบัติงาน ทางราชการอังกฤษยกย่องให้เลื่อนชื่อเป็นRoyal Pioneer Corps หรือกองราชกรรมกร

พวกผมเป็นคนไทยอยู่ในอังกฤษอยากช่วยชาติ เพราะญี่ปุ่นยึดครองไทย ถ้าญี่ปุ่นแพ้สงคราม ไทยก็จะแพ้ตาม แต่ถ้าคนไทยเป็นทหารอยู่ฝ่ายชนะบ้างคงจะไม่แพ้มากนัก พวกผมจึงสมัครเข้าเป็นทหารอังกฤษ เรื่องราวค่อนข้างละเอียดเขียนไว้เสริมในหนังสือของอัสสัมชนิก ดิเรก ชัยนาม ชื่อหนังสือ ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ ๒ใครสนใจคงหาอ่านได้[1]

ในขั้นแรก ๆ อังกฤษส่งพวกผมเข้าPioneer Corps แต่งตัวเหมือนทหารอังกฤษอื่น ๆ แต่ที่หน้าหมวกมีตราLabor Omnia Vincit อัสสัมชนิกในพวกเราจำได้ อุทานว่า นั่นแน่ะ

ในไม่ช้าพวกผมก็ใช้Labor พิชิตOmnia เช่น ใช้ความอุตสาหะเอาชนะดินแข็ง ๆ ขุดมันฝรั่ง ใช้แรงงานขัดพื้นโรงทหาร เอาชนะกับความสกปรกในส้วมทหาร และใช้ความอุตสาหะอดหลับอดนอน เฝ้ายามพิทักษ์โรงทหาร เป็นต้น

ต่อมาความอุตสาหะของเราก็พิชิตน้ำใจของกองบัญชาการทหารอังกฤษ ได้อยู่ในกองกรรมกรไม่กี่เดือนเขาก็ส่งมาอินเดีย ให้มาฝึกทำกองโจรบ้าง ฝึกเป็นจารบุรุษบ้าง เป็นผู้กระจายเสียงวิทยุบ้าง เป็นผู้ทำแผนที่เมืองไทยบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นการเลื่อนฐานะของกองทหารเสรีไทยจากอังกฤษ แล้วต่างได้เลื่อนยศจากพลทหารเป็นนายร้อย นายพัน หรืออย่างเลวก็เป็นสิบเอกLabor Omnia Vincit เห็นทันตา

ทีนี้จะหวนกลับมาเล่าถึงเมื่อผมเป็นนักเรียนอัสสัมชัญ ครูที่สอนภาษาไทยแก่พวกเรา ก็มีความมานะอุตสาหะค้นคว้าเอาคติของไทยหรือคำบาลีมาสั่งสอนเราเหมือนกัน นัยว่าเกรงจะเฟื่องภาษาละตินเสียหมด ต้องเอาภาษาไทยเข้ากล้ำ เช่น“อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ”–“ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแก่ตน” หรือ“ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี”–“ธรรมนั้นแหละเว้ยรักษาผู้ประพฤติธรรม”เป็นต้น ผมกับเพื่อน ๆ เขียนเรียงความกันเสียเมื่อยมือ ครูก็ตรวจเรียงความเสียจนท่านเมื่อยใจและอ่อนใจ เคี่ยวเข็ญพวกผมมาจนได้ดีบ้าง ไม่ได้ดีบ้าง แต่คติติดใจอยู่แทบทุกคน

ภาษิตบาลีที่ใกล้กับLabor Omnia Vincit เห็นจะเป็น“วายเม เถว ปุริโส ยาวอตฺตสฺส นิปฺปทา” ซึ่งแปลได้ความว่า“เป็นบุรุษพึงพยายามไปจนกว่าจะสำเร็จประโยชน์” พิเคราะห์ดูซื่อ ๆ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรนัก เพราะLabor มันต้องมีVincit ทุกอย่างไปแหละ แต่มีเรื่องเล่ากันว่า อัสสัมชนิกบางคนสนใจคำว่า“ปุริโส” เป็นพิเศษ ทำไมคติบาลีจึงมุ่งแต่ปุริโส เขาก็ไขปัญหาได้โดยไม่ยากนัก อ๋อ ครูท่านหมายความว่า ถ้าเป็นผู้ชายหวังประโยชน์ในการเกี้ยวผู้หญิง ก็ต้องพยายามเทียวไปเทียวมาหน้าโรงเรียนคอนแวนต์[2]จนกว่าจะสำเร็จประโยชน์ เรียงความฉบับนั้นนัยว่าเขียนได้ยืดยาวผิดปกติ แต่คะแนนติดลบเท่าใดไม่ปรากฏ

ทีนี้ เมื่อเราโตขึ้นสักหน่อย เกิดตั้งปัญหาถามตัวว่า พยายามน่ะเห็นไม่ยากแต่จะพยายามไปหาแก้วอะไร มีจุดหมายปลายทางที่ไหน นอกจากหน้าโรงเรียนคอนแวนต์ในฐานที่เป็นปุริโส คำตอบเรื่องจุดหมายปลายทางสำหรับผม ปรากฏขึ้นที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน ซึ่งผมเข้าเป็นนักศึกษาเมื่อก่อนสงครามโลกเล็กน้อย ที่วิทยาลัยนี้ เขาเชื่อแล้วว่านักศึกษาที่เข้ามาจะพยายาม เขาจึงวางคติไว้ว่า ให้พยายามเพื่ออะไร คตินั้นคือ“Rerum cognoscere causas” แปลพอได้ความว่า“พึงรู้ถึงเหตุแห่งสิ่งต่าง ๆ”

ถ้าท่านผู้อ่านเอาแพะ“Labor ฯลฯ” มาชนกับแกะ“ฯลฯcausas” คงจะได้ความว่า พยายามเถิด อุตส่าห์เถิด เพื่อให้รู้ซึ้งในเหตุแห่งสิ่งต่าง ๆ ดูติดตาไว้ จำติดใจไว้ ปฏิบัติให้ได้ตามคติ แล้วท่านเป็นนักปราชญ์ไม่ได้ก็ไม่ใช่ความบกพร่องของสุภาษิต

 

 

[1]            ดูป๋วยอึ๊งภากรณ์, “ทหารชั่วคราว,” ในอัตชีวประวัติ: ทหารชั่วคราว(กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๙), หน้า๓๗-๑๑๗.

 

[2]            หมายถึงโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ที่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆโรงเรียนอัสสัมชัญที่เป็นโรงเรียนชายล้วน