สุนทรพจน์ในการรับรางวัลแมกไซไซ

 

ในการที่ได้รับรางวัล รามอน แมกไซไซ ในด้านปฏิบัติหน้าที่ราชการ ประจำ พ.ศ.๒๕๐๘ นี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างยิ่งต่อคณะกรรมการทรัสตีแห่งมูลนิธิรางวัลแมกไซไซ ที่ได้มอบเกียรติยศอันสูงส่งยิ่งแก่ข้าพเจ้า ในการที่ได้มีชื่อว่าเป็นข้าราชการผู้ทรงคุณวุฒิที่เสียสละเพื่อส่วนรวมและซื่อสัตย์สุจริต ท่ามกลางที่ประชุมอันมีเกียรติเช่นนี้ นับว่าเป็นรางวัลอันสูงสุดสำหรับข้าราชการทุกคน ที่ต้องใช้ความเหนื่อยยาก ความหนักใจ และบางทีก็ต้องใช้ความกล้า แต่ในการที่ได้มามีโอกาสใกล้ชิดกับนามและเกียรติของมหาบุรุษผู้หนึ่งและร่วมกับนามของท่านทั้งหลายที่ได้รับรางวัลอันมีค่าสูงยิ่งด้วยแล้ว ก็นับว่าเป็นเกียรติที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มปีติ ซึ่งข้าพเจ้าขอน้อมรับไว้ด้วยความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

ข้าพเจ้าหวังว่า คณะกรรมการทรัสตีคงจะเห็นด้วยกับข้าพเจ้าว่า เอกสารชมเชยที่ได้มอบแก่ข้าพเจ้านั้นเป็นความกรุณาอย่างยิ่ง แต่กิจการใด ๆ ก็ตามที่ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติไปเพื่อเพื่อนร่วมชาติของข้าพเจ้าแล้วนั้น หากไม่ได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือส่งเสริมจากบรรดามิตรสหายและผู้ร่วมงานกับข้าพเจ้าในธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่หลายครั้งที่ท่านเหล่านี้ก็เป็นผู้ริเริ่มด้วยแล้ว กิจการเหล่านั้นก็มิอาจจะสำเร็จลุล่วงไปได้ ในยามเช่นนี้ทำให้ข้าพเจ้ารำลึกไปถึงบรรดาครูอาจารย์เก่า ๆ ของข้าพเจ้าที่โรงเรียนอัสสัมชัญในกรุงเทพฯ ซึ่งท่านเป็นผู้สั่งสอนแนะนำข้าพเจ้าทั้งในทางจริยศึกษาและพุทธศึกษาอันเป็นประโยชน์แก่ตัวข้าพเจ้ามาก และยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นคนโชคดีที่สุดที่ข้าพเจ้ามีมารดา ซึ่งบัดนี้ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว ท่านเป็นหม้ายและอยู่ในฐานะลำบาก แต่ท่านก็ไม่ยอมท้อถอยเลยในการต่อสู้กับความยากลำบากทั้งปวงเพื่อให้ลูก ๆ ของท่านได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุด และท่านก็หวังให้ลูก ๆ ประพฤติแต่ทางที่ชอบตอบแทนบุญคุณของท่านที่ท่านได้ทนลำบากมานั้น ในส่วนที่ข้าพเจ้าจะต้องเป็นหนี้บุญคุณภริยาของข้าพเจ้าก็มีเหมือนกัน และเก็บเรื่องนี้ไว้ และเธอเองก็คงไม่ต้องการให้ข้าพเจ้ามาเอ่ยถึงในที่นี้

ท่านประธาน และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เมื่อเร็ว ๆ นี้เอง นักศึกษาที่เป็นศิษย์ของข้าพเจ้าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายคนได้แสดงความยินดีต่อข้าพเจ้าในการที่ได้รับรางวัลนี้ พวกเขาเหล่านั้นรับว่าจะได้ประพฤติตนเจริญรอยเช่นเดียวกับเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ของท่านรามอน แมกไซไซ ตามตัวอย่างของท่าน ถ้อยคำของนักศึกษาเหล่านั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปีติเป็นอย่างยิ่งและนับว่าเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่สำหรับอนุชนในรุ่นต่อไป บุตรชายคนเล็กของข้าพเจ้าชื่อ ใจ อายุ ๑๒ ปี เป็นนักสะสมดวงตราไปรษณียากร ได้ท่องถ้อยคำดังต่อไปนี้ให้ข้าพเจ้าฟังว่า–

“นานีนีวาลา อาโก นา อัง ตาโอ กาโปส ซาบูไห ไอ ดาปัต ปูนัน ซา บาตัส(ซึ่งพอจะแปลเป็นไทยได้ว่า ใครเกิดมามีน้อย กฎหมายควรอำนวยให้มาก)”

ขอบคุณที่อุดมการณ์อันสูงส่งนี้ ได้แพร่ไปถึงเยาวชนแห่งประเทศไทย