ทหารชั่วคราว[1]

อารัมภบท[2]

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่แล้ว ข้าพเจ้าได้เป็นทหารชั่วคราว พันเอก สรรค์ ยุทธวงศ์ น้องเขยของข้าพเจ้าผู้ล่วงลับ มีอาชีพเป็นทหารประจำ ตั้งแต่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมเป็นต้นมา จนถึงวันมรณะ ฉะนั้น ข้อนี้จึงเป็นเหตุอันหนึ่งที่จะเอาบทความเรื่องนี้มาบรรณาการแด่ผู้ล่วงลับ[3]อีกประการหนึ่งตั้งแต่เลิกสงครามเป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ญาติมิตรของข้าพเจ้าได้เคยรบเร้าใคร่จะได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างสงครามที่เกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า รวมทั้งผู้ล่วงลับก็ได้เคยไต่ถามเรื่องราวอยู่ แต่ข้าพเจ้ามิใคร่จะได้มีโอกาสอธิบายให้สมกับความปรารถนาของญาติมิตรทั้งหลาย จึงขอถือโอกาสเล่าไว้ในที่นี้เท่าที่จะเล่าได้

 

. การรวบรวมก่อตั้งคณะเสรีไทยในอังกฤษ

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าเป็นทหารชั่วคราวตั้งแต่สิงหาคม ๒๔๘๕ จนถึงมกราคม ๒๔๘๙ การสมัครเข้าเป็นทหารครั้งนั้นมีลักษณะผิดธรรมดาอยู่หลายประการ กล่าวคือ เพื่อนฝูงข้าพเจ้าและข้าพเจ้าเป็นคนไทย ยึดถือสัญชาติไทยแต่สมัครเป็นทหารในกองทัพอังกฤษ และสวมเครื่องแบบทหารอังกฤษ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในเวลานั้นเป็นเวลาสงครามระหว่างญี่ปุ่นกับอังกฤษอเมริกัน และญี่ปุ่นรุกรานเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งรัฐบาลไทยต้องทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น บรรดาคนไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรอังกฤษนั้น รัฐบาลไทยเรียกตัวให้กลับ แต่มีอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมกลับ แม้ว่ารัฐบาลไทยจะขู่เข็ญว่า ผู้ที่ไม่กลับประเทศไทยตามคำสั่งนั้นจะถูกถอนสัญชาติ ผู้ที่ไม่ยอมกลับประเทศไทยเหล่านั้นเรียกตนเองว่าเสรีไทย และยังดื้อถือสัญชาติไทยอยู่ต่อไป(ข้าพเจ้าจึงใช้คำว่า“ยึดถือสัญชาติไทย” ในตอนต้น) ทางสหรัฐอเมริกาเผอิญท่านอัครราชทูต ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเป็นหัวหน้าเสรีไทย และสามารถเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผลสำเร็จ เพื่อให้สหรัฐฯ รับนับถือคณะเสรีไทยและกองทหารเสรีไทยในสหรัฐฯ เหล่าทหารไทยในสหรัฐฯ จึงสามารถรวบรวมกันเป็นปึกแผ่น ได้ใช้เครื่องแบบทหารไทย และมีผู้บังคับบัญชาไทย เป็นหน่วยไทยค่อนข้างแท้ ส่วนในสหราชอาณาจักรอังกฤษนั้น ปราศจากผู้ใหญ่ที่พอจะก่อตั้งรวบรวมกันได้อย่างที่สหรัฐฯ ท่านอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอนมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางกลับประเทศไทยตามคำสั่งรัฐบาล พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ซึ่งประทับอยู่ในอังกฤษก็ทรงปฏิเสธคำเชิญให้เป็นหัวหน้า โดยรับสั่งว่าไม่ทรงประสงค์จะเกี่ยวกับการเมืองและทรงปฏิบัติราชการในกองรักษาดินแดนของอังกฤษอยู่แล้ว ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ และ ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน ผู้เชษฐาสมเด็จพระนาง-เจ้ารำไพพรรณี ซึ่งประทับอยู่ในอังกฤษในขณะนั้น ทรงสนพระทัยที่จะร่วมเสรีไทยด้วย แต่บรรดาคนไทยเห็นว่าจะทูลเชิญเป็นหัวหน้าเสรีไทยย่อมอาจจะเกิดความเข้าใจผิดในด้านการเมืองภายในคนไทยได้ ฉะนั้นสรุปว่าคณะเสรีไทยในอังกฤษไม่มีหัวหน้าเป็นหลักเป็นฐานอย่างในสหรัฐอเมริกา ฉะนั้นเมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นทหาร จึงต้องเข้าเป็นทหารในเครื่องแบบและในกองทัพอังกฤษ และเนื่องด้วยคนไทยในอังกฤษนั้น รัฐบาลอังกฤษถือว่าเป็นชนชาติศัตรู(enemy aliens) เมื่อเข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษจึงต้องเข้าอยู่ในหน่วยที่เรียกว่า“Pioneer Corps” (หน่วยการโยธา) แบบชนชาติศัตรูอื่นๆ(เยอรมัน ออสเตรียน อิตาเลียน ฯลฯ)

เรื่องของPioneer Corps และเรื่องในชีวิตทหาร ข้าพเจ้าขอยกไว้ว่า จะกล่าวในตอนต่อไป ในขั้นนี้ใคร่ทวนกลับไปถึงเหตุการณ์ในตอนเริ่มต้นตั้งแต่เสรีไทยในอังกฤษเพื่อให้บทความนี้สมบูรณ์พอสมควร

ในระหว่างสงความโลกตอนต้น ก่อนการประกาศสงครามที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แต่ระยะที่อังกฤษทำสงครามกับเยอรมนีแล้ว คนไทยในอังกฤษนับเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่ถึงกับเป็นชนชาติศัตรู เพียงแต่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายที่อยู่บางประการ ข้าราชการสถานทูตได้รับสิทธิพิเศษ ยกเว้นในข้อจำกัด ต่อมาเมื่อประเทศไทยได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ คนไทยตกอยู่ในฐานะชนชาติศัตรู ข้าราชการสถานทูตและคนไทยต่างได้รับการปฏิบัติให้อยู่ในข้อบังคับเข้มงวดยิ่งขึ้น แต่ไม่ถึงกับถูกกักกัน นอกจากข้าราชการสถานทูตในระยะใกล้จะถูกส่งตัวกลับ มีข้อจำกัดกักกันบ้าง นักเรียนไทยโดยทั่วไปได้รับยกเว้นไม่ต้องกักกัน แต่มีข้อห้ามมิให้ออกนอกที่อยู่ในยามวิกาล ข้าราชการสถานทูตยังพอมีเงินใช้อยู่บ้าง เพราะเป็นเรื่องถ้อยทีปฏิบัติระหว่างข้าราชการอังกฤษในไทยกับข้าราชการไทยในอังกฤษ แต่นักเรียนไทยในอังกฤษนั้นถูกตัดเงินที่เคยได้รับจากประเทศไทย ต้องอาศัยเงินรายได้ของตนเองในอังกฤษ บางคนที่ได้รับทุนเล่าเรียนของอังกฤษอยู่ก็ไม่ลำบากนัก แต่นักเรียนไทยส่วนมากต้องไปทำนาหรือทำงานในโรงงานเพื่อจะได้มีเงินใช้สำหรับเลี้ยงอาตมาไปวันหนึ่ง ๆ

นักเรียนไทยในขณะนั้น กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ ที่มีมากอยู่สักหน่อยก็ที่เคมบริดจ์ ซึ่งมีนักเรียนเคมบริดจ์แท้ เช่น ม.จ.ภีศเดช รัชนี กับนักเรียนอพยพไปอาศัยเคมบริดจ์ เช่น นักเรียนเศรษฐศาสตร์จากลอนดอน(รวมทั้งข้าพเจ้า)และนักเรียนแพทย์บางคน ฉะนั้น เมื่อมีข่าวว่ารัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ หลังจากที่ได้ทำสัญญาพันธมิตรกับญี่ปุ่นแล้ว การเคลื่อนไหวทางด้านนักเรียนจึงเกิดขึ้นที่เคมบริดจ์เป็นแหล่งแรก

นักเรียนไทยในเคมบริดจ์ก็เหมือนกับคนไทยทั่ว ๆ ไป มีความคิดและความรู้สึกต่าง ๆ กันไปแต่ละคน แต่ก็เหมือนกับคนไทยอื่น ๆ อีกในแง่ที่เป็นห่วงใยในอิสรภาพอธิปไตยของประเทศ เมื่อญี่ปุ่นยกทัพขึ้นดินแดนไทย เราก็ภาวนาให้มีช่องทางอย่างใดให้ญี่ปุ่นออกไปเสีย ครั้นรัฐบาลไทยก้าวล้ำเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง โดยทำสัญญาร่วมกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามกับสหรัฐฯและสหราชอาณาจักร เราก็ยิ่งเกิดความพรั่นพรึงว่า เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามและไทยก็ร่วมแพ้ด้วย เห็นทีหายนะจะเกิดแก่ชาติเราเป็นแน่ ถ้าหากว่าคนไทยทุกคนเชื่อผู้นำและทำอะไรตามผู้นำไปหมด ฉะนั้นเมื่อมีคำสั่งให้เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทย ในการแลกเปลี่ยนเชลยศึก จึงเป็นวาระที่พวกเราจะต้องเลือกทางเดิน จะเดินทางกลับบ้าน หรือจะอยู่ทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่อนาคตของประเทศชาติ

ก่อนหน้านั้น ผู้ที่รู้สึกว่าเดือดร้อนใจในเรื่องนี้มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าทราบ คือ นายเสนาะ ตันบุญยืน รองลงมาคงจะเป็นนายเสนาะ นิลกำแหง และนายสว่าง สามโกเศศ เพราะ ๓ สหายนี้เป็นผู้ที่ได้เริ่มวิ่งเต้นหาผู้นั้นผู้นี้ จะให้มาเป็นหัวหน้าเสรีไทยอังกฤษ นายเสนาะ ตันบุญยืนเป็นคนหูตาไว ส่งข่าวต่าง ๆ ให้เราทราบ และพวกเรามักจะประชุมคุยกันที่ห้องพักเสนาะ ตันบุญยืนอยู่บ่อย ๆ เสนาะ ตันบุญยืน ได้เขียนจดหมายถึง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เล่าเหตุการณ์ทางอังกฤษให้ทราบ และขอเชิญให้ ม.ร.ว.เสนีย์ เดินทางข้ามไปที่อังกฤษ เพื่อรับนักเรียนไทยที่อาสาสมัครเข้าในขบวนเสรีไทยที่ท่านได้จัดตั้งขึ้นในสหรัฐฯ ม.ร.ว.เสนีย์ตอบมาว่า ท่านไม่สามารถเดินทางจากสหรัฐฯ มาได้ เพราะท่านก็กำลังมีภาระเต็มมือ แต่ท่านจะส่งผู้แทนที่เหมาะสมมาดำเนินการตามประสงค์ของพวกเราทางอังกฤษ ต่อมาในไม่ช้า(แต่ขณะที่พวกเรารอกันอยู่นั้นรู้สึกว่านานเหลือเกิน)ผู้แทนที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ส่งมาดำเนินการทางอังกฤษก็มาถึงคือ นายมณี สาณะเสน คณะเสรีไทยในเคมบริดจ์ได้ประชุมกันและลงมติให้นายเสนาะ ตันบุญ-ยืน กับข้าพเจ้าเป็นผู้ติดต่อกับนายมณี สาณะเสน ที่ลอนดอน ขณะนั้นล่วงเข้ามาในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม ๒๔๘๕ แล้ว

นายมณี สาณะเสน ผู้นี้ พวกเราไม่เคยรู้จักมาแต่ก่อน เคยแต่ทราบกิตติศัพท์ว่าเป็นคนไทยที่ทำงานที่สันนิบาตชาติ(League of Nations) มาเป็นเวลานาน ต่อมาเมื่อวิสาสะคุ้นเคยกันแล้ว จึงทราบว่านายมณีเริ่มเดินทางไปอังกฤษตั้งแต่อายุยังน้อย ขณะนั้นบิดานายมณีเป็นอัครราชทูตอยู่ ณ กรุงลอนดอน ครั้นสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมแล้ว นายมณีได้ศึกษากฎหมายอยู่ในประเทศอังกฤษจนสำเร็จ แล้วก็เริ่มเข้าทำงานในสันนิบาตชาติที่สวิตเซอร์แลนด์ตลอดมา ครั้นเกิดสงครามในยุโรปครั้งที่ ๒ ผู้ใหญ่ทางกรุงเทพฯ ได้ชักชวนให้กลับมารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ กำลังเดินทางกลับผ่านสหรัฐอเมริกาก็เผอิญมีข้อขัดข้องในการเดินทาง เพราะเป็นยามสงคราม กระทรวงการต่างประเทศจึงมีคำสั่งให้ช่วยราชการในสถานทูตไทย ณ กรุงวอชิงตันอยู่ตลอดมา เนื่องจากนายมณีเป็นผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ในราชการอังกฤษอยู่มาก ทั้งทางพลเรือนและทหาร ม.ร.ว.เสนีย์จึงมอบหมายให้นายมณีเดินทางมาช่วยรวบรวบคณะเสรีไทยในอังกฤษ(นายมณีผู้นี้เมื่อเลิกสงครามโลกแล้วได้กลับเข้าทำงานในองค์การสหประชาชาติต่อจนครบเกษียณอายุ บัดนี้ ๒๕๐๙ ยังคงพำนักอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์)

นายมณีได้เริ่มเปิดสำนักงานขึ้นที่ โรงแรมบราวน์ ในกรุงลอนดอน และได้เริ่มติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอังกฤษ เพื่อให้รัฐบาลอังกฤษรับรองคณะเสรีไทยในอังกฤษ ทำนองเดียวกันกับในสหรัฐฯ แต่รัฐบาลอังกฤษขัดข้องอยู่ตลอดมา จนกระทั่งในวาระสุดท้าย เมื่อได้ทราบแน่วแน่ว่าคณะเสรีไทยในอังกฤษมีจำนวนมากกว่า ๔๐ คน และแต่ละคนมีเจตนาที่จะไม่ยอมกลับประเทศไทยจนกว่าจะเสร็จศึก กับเจตนาจะรับใช้ประเทศไทย ด้วยการอาสาสมัครในกองทัพอังกฤษโดยไม่เลือกงาน รัฐบาลอังกฤษจึงได้เริ่มรับรองคณะเสรีไทยอังกฤษภายใต้การนำของนายมณี สาณะเสนโดยระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า ที่รับรองนี้มิใช่เป็นการรับรองเป็นรัฐบาลนอกประเทศ

ในด้านการติดต่อกับคนไทย นายมณีได้พึ่งพวกเราเป็นแกนสำคัญ กล่าวคือ ตั้งแต่วาระที่คณะนักเรียนไทยในเคมบริดจ์ได้เริ่มติดต่อกับ ม.ร.ว.เสนีย์นั้น นายเสนาะ ตันบุญยืนได้เริ่มทำหนังสือเวียนถึงนักเรียนไทยและคนไทยทุกคน รวมทั้งข้าราชการสถานทูตด้วยเป็นประจำ เพื่อส่งข่าวให้ทราบว่าจะมีการจัดตั้งเสรีไทยขึ้นในอังกฤษ และแจ้งให้ทราบเป็นระยะถึงความคืบหน้าในการติดต่อกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ในขณะเดียวกัน ถ้ามีข่าวจากประเทศไทยมาทางวิทยุที่รับได้ ก็คัดแจ้งให้ทราบด้วย ฉะนั้น เมื่อนายมณีมาตั้งสำนักงานขึ้นที่ลอนดอน นายเสนาะและข้าพเจ้าก็ได้ทำหนังสือเวียนต่อเนื่องจากที่เคยทำมานั้นเผยแพร่กิจการของนายมณีต่อไป ท้ายที่สุด เมื่อจะเรียกอาสาสมัครได้ เพราะทางราชการอังกฤษตกลงแล้ว เราก็ได้มีหนังสือไปเชิญให้สมัครกันมาเป็นทางการ แต่ถือเป็นความลับให้แต่ละคน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่จะกลับประเทศไทยโดยเรือแลกเปลี่ยนเชลยนั้น นำความลับกลับไปบอกทางกรุงเทพฯ ในหนังสือที่เชิญสมัครนั้น พวกเราได้พยายามชี้แจงให้ทราบว่าเป็นการสมัครใจจริง ๆ ไม่มีการบังคับขู่เข็ญ เพราะเรือแลกเปลี่ยนเชลยก็ใกล้จะออกเดินทางไปประเทศไทยแล้ว เพื่อนสนิทของเราบางคนจำเป็นจะต้องกลับกรุงเทพฯ ด้วยเหตุส่วนตัวก็มีอันมาก และบางคนภายหลังก็ได้ร่วมงานในขบวนเสรีไทยที่กรุงเทพฯ(เช่นนายมาลา บุญยประภัสสร[4])

ผู้สมัครเข้าเป็นเสรีไทยเป็นทางการเริ่มทยอยกันยื่นใบสมัครจนเรารวบรวมจำนวนได้กว่า๕๐คนนับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้า-รำไพพรรณีและผู้ติดตามพระองค์ท่านจนถึงนักเรียนทุนส่วนตัวที่ส่วนมากไม่เคยพบเห็นเช่นนายบุญพบภมรสิงห์[5](เขียนประวัติไว้ละเอียดในหนังสือศิลปินไทยในยุโรปบริษัทนิพนธ์จำกัด๒๕๐๕) และมีข้าราชการสถานทูตด้วยที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดเลขานุการเอกหรือเทียบเท่าก็หลายคน

วันที่๗สิงหาคม๒๔๘๕เป็นวันที่คณะเสรีไทยอังกฤษได้รับเรียกให้เข้าเป็นทหารในกองทัพอังกฤษเป็นทางการคณะอาสาสมัครได้ไปตรวจร่างกายตามระเบียบของอังกฤษบางคนที่มีโรคประจำตัวตรวจร่างกายไม่ได้จึงไม่ได้เข้าเป็นทหารนอกจากนั้นยังมีอยู่อีกจำนวนหนึ่งซึ่งได้รับการยกเว้นมิต้องเข้าเป็นทหารด้วยเหตุนานาประการเพื่อประโยชน์ของอนุชนต่อไปขอคัดเอารายชื่อบรรดาเสรีไทยมารวบรวมไว้ณที่นี้โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นทหารแต่ปฏิบัติการช่วยเหลือในด้านอื่นกับกลุ่มที่เป็นทหารดั่งนี้

 

เสรีไทยอังกฤษที่มิได้เป็นทหาร

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี

ม.จ.หญิง ผ่องผัสมณี สวัสดิวัตน์(จักรพันธุ์)

นายมณี สาณะเสน

นายเสนาะ ตันบุญยืน

หลวงจำนงดิฐการ

นายยิ้ม พึ่งพระคุณ

นายสมบูรณ์ ปาลเถียร

นายพร้อม วัชระคุปต์

นายเกษม ผลาชีวะ

นายเต็กลิ้ม คุณวิศาล

นายจำนง สุ่มสวัสดิ์

นายสมาน มันตราภรณ์

นายเกษม ล่ำซำ

นายวรี วีรางกูร

น.ส.สุภาพ รักตประจิต(ยศสุนทร)

น.ส.บุบผา แต้สุจิ(บุรี)

น.ส.อนงค์ แต้สุจิ

(ต่อมา น.ส.สุภาพ รักตประจิต ได้รับคัดเลือกส่งไปอินเดีย เพื่อช่วยด้านวิทยุกระจายเสียง)

เลข ๕-๗ เป็นข้าราชการสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน

 

เสรีไทยที่เป็นทหาร

หลวงอาจพิศาลกิจ

หลวงภัทรวาที

นายกลิ่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา

นายประเสริฐ ปทุมมานนท์(เป๋า)

ม.จ.การวิก จักรพันธุ์(รัศมี)

ม.จ.กอกษัตริย์ สวัสดิวัตน์

ม.จ.ภีศเดช รัชนี(มั่น)

ม.จ.จิรีดนัย กิติยากร(รี)

ม.ร.ว.กิตินัดดา กิติยากร

ม.ล.จิรายุ นพวงศ์

นายสวัสดิ์ ศรีสุข(Raven)

นายจุ้นเคง(พัฒพงศ์) รินทกุล(พงศ์)

นายประทาน เปรมกมล(แดง)

นายป๋วย อึ๊งภากรณ์(เข้ม)

นายเปรม บุรี(ดี)

นายรจิต บุรี(ขำ)

นายสำราญ วรรณพฤกษ์(เค็ง)

นายธนา โปษยานนท์(กร)

นายกฤษณ์ โตษยานนท์(คง)

นายเสนาะ นิลกำแหง(จิ๋ว)

นายประโพธ เปาโรหิต(นุ่น)

นายเทพ เสมถิติ(หนู)

นายกำแหง พลางกูร(หลอ)

นายอรุณ สรเทศน์(ไก่ฟ้า)

นายยิ้มยล แต้สุจิ

นายบุญพบ ภมรสิงห์

นายบุญเลิศ เกษมสุวรรณ

นายโต บุนนาค

นายปัทม์ ปัทมสถาน(นา)

นายบุญส่ง พึ่งสุนทร(ชัย)

นายทศ พันธุมเสน(บุญ)

นายวัฒนา ชิตวารี(ท้วม)

นายประพฤทธิ์ ณ นคร(เล็ก)

นายประจิตร กังศานนท์(ยศสุนทร) (แก่)

นายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพ็ชร

นายสว่าง สามโกเศศ

ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน(อรุณ)

เลขที่ ๑ ถึง ๔ เป็นข้าราชการสถานทูตไทย ณ กรุงลอนดอน

เลขที่ ๘ เข้าเป็นทหารทีหลัง หลังจากวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๘๕

เลขที่ ๓๗ รัฐบาลอังกฤษรับเป็นทหารต่างหาก

 

. ความมุ่งหมายร่วมกันของเสรีไทยในอังกฤษ

เหล่าเสรีไทยในอังกฤษทั้งกว่า ๕๐ คนนี้อาจจะอาสาสมัครเข้าเป็นเสรีไทยด้วยเหตุต่าง ๆ กัน ได้เคยมีการถกกันถึงเรื่องนี้ในระหว่างที่สมัครเข้าใหม่ ๆ และระหว่างที่เดินทางหรือพักแรมในที่ต่าง ๆ บางคนก็ว่าสมัครเพื่อกู้ชาติ บางคนว่าก็เพื่อเสรีภาพและความชอบธรรมแห่งชีวิต บางคนก็พูดไม่ออก นอกจากจะเห็นเป็นหน้าที่ บางคนปรารภว่าบิดามารดารีบส่งไปศึกษาที่อังกฤษ เพราะใกล้จะถึงกำหนดเกณฑ์ทหารที่เมืองไทย และบิดามารดากลัวลำบาก แต่แล้วก็ยังไปสมัครเป็นทหาร ได้รับความลำบากยิ่งกว่าถูกเกณฑ์ที่เมืองไทยเป็นหลายเท่า อย่างไรก็ตาม พอจะพูดได้ว่าความมุ่งหมายร่วมกันของพวกเขาได้ระบุไว้เด่นชัด ดั่งต่อไปนี้

พวกเราเข้าเป็นทหารอังกฤษมิใช่เพื่อรับใช้ชาติอังกฤษ แต่ต้องรับใช้ชาติไทยโดยอาศัยอังกฤษร่วมมือ

คณะของเรามิต้องการที่จะเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในประเทศไทย และไม่ยอมเป็นเครื่องมือในการเมืองของพรรคใด ผู้ใดที่เป็นเสรีไทยภายในประเทศเพื่อต่อต้านญี่ปุ่น คณะของเราจะร่วมด้วยทั้งนั้น และเมื่อเลิกสงครามแล้ว คณะเสรีไทยอังกฤษก็จะสลายตัวไป

คณะเสรีไทยจะไม่ถือโอกาสแอบอ้างผลความดีใด ๆ มาเรียกร้องแสวงประโยชน์ส่วนตัวในด้านลาภยศ หรือด้านอื่นใด

คณะเสรีไทยอังกฤษได้แสดงให้ทางการอังกฤษเห็นแจ้งชัดแต่เริ่มแรกว่า คณะของเราต้องการกระทำการใด ๆ ในระหว่างสงครามในลักษณะทหาร กล่าวคืออยู่ในเครื่องแบบและยศทหาร แม้ว่าจะเป็นพลทหารก็ยินยอม ทั้งนี้หมายความว่าไม่ยอมเป็นเครื่องมือในลักษณะจารชน ถ้าจะต้องปฏิบัติราชการลับก็ทำในฐานเป็นทหาร

 

ในทางปฏิบัตินั้น ทหารเสรีไทยเริ่มเข้าเป็นทหารฐานะพลทหารตั้งแต่ ๗ สิงหาคม จนกระทั่งได้เดินทางถึงประเทศอินเดีย จนแยกย้ายกันไปฝึกบ้าง ปฏิบัติงานบ้าง ส่วนใหญ่ได้รับยศเป็นร้อยตรีเมื่อเดือนตุลาคม ๒๔๘๖ กองทหารพวกเรามีลักษณะพิเศษอยู่ คือ เป็นผู้ที่มีวิทยฐานะสูงกว่าหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะหน่วยการโยธา(Pioneer Corps) หรือหน่วยอื่นที่เราเข้าร่วมด้วยในจำนวน ๓๖ คน(ไม่นับ ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท เพราะท่านยังมิได้เข้าร่วมกับหน่วยของเรา) มีปริญญาและประกาศนียบัตรรวมกันประมาณ ๓๐ ปริญญา ที่เกือบได้ปริญญาเพราะกำลังเรียนอยู่ปีสุดท้ายก็หลายคน ฉะนั้น ผู้บังคับบัญชาฝ่ายอังกฤษ จึงได้ให้เสรีภาพแก่พวกเราในการปกครองกันเองอยู่เสมอ ทั้งนี้ภายใต้กรอบวินัยทั่วไปของกองทัพอังกฤษ การปกครองกันเองนี้หมายความว่า พวกเราทหารเสรีไทยมีการเลือกตั้งหัวหน้าและผู้แทนเอง[6]ทุกครั้งที่มีการย้ายไปประจำค่ายใหม่ และผู้บังคับบัญชาในกองทัพอังกฤษก็ยินยอมรับรองหัวหน้าที่เราเลือกตั้งขึ้นนั้นว่าเป็นผู้แทนของเราโดยชอบธรรม เมื่อพวกเราเป็นพลทหาร หัวหน้าที่เราเลือกตั้งขึ้นก็มักได้รับยศโดยอัตโนมัติให้เป็นสิบตรีชั่วคราว เฉพาะถิ่น กิตติมศักดิ์(Local, Temporary, Unpaid, Lance-Corporal) ซึ่งยศเรียกยืดยาว มีความสำคัญเฉพาะตัวน้อย แต่มีความสำคัญสูงในด้านระบอบประชาธิปไตย ภายในวงการของเราและในด้านความนิยมรับรองของกองทัพอังกฤษ

การที่อังกฤษรับพวกเราเข้าเป็นทหารในPioneer Corpsหรือหน่วยการโยธานั้น เข้าใจว่าจะเป็นการทดลองดูใจของพวกเราว่ามีความมั่นคงเพียงใด เพราะหน่วยการโยธาดั่งกล่าว เป็นหน่วยที่ถือกันว่าไม่สู้จะมีเกียรติ ชนชาติศัตรูถ้าจะสมัครเป็นทหาร ก็ให้เข้าหน่วยนี้ ถ้าเป็นคนอังกฤษก็ต้องเป็นกรรมกรที่ไม่มีคุณวุฒิหรือไม่มีความชำนาญในการใดๆ[7]มีคติประจำหน่วยว่า“Labor Omnia Vincit” แปลว่า“งานหนัก(งานโยธา) ย่อมชนะได้ทุกอย่าง”คนอังกฤษนั้น ถ้าเป็นช่างก็เข้าหน่วยทหารช่าง ถ้าเป็นหมอก็เข้าหน่วยทหารแพทย์ หรือมีความรู้หรือพื้นเพสูง ก็เข้าหน่วยทหารปืนใหญ่รถเกราะหรือทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ เป็นต้น หน่วยการโยธามีหน้าที่การโยธาสมชื่อ ทำหน้าที่ขุดมันฝรั่ง ล้างส้วม ทำความสะอาดโรงอาหารหรือที่พัก หรือรักษาการณ์ เป็นยาม เป็นต้น หน้าที่เหล่านี้พวกเราเคยทำกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าเดิมเป็นคุณหลวงหรือนักการทูต เป็นหม่อมเจ้าเชื้อพระวงศ์หรือบุตรเสนาบดี อธิบดีมาแต่ก่อน และพวกเรายังได้แต่งบทประพันธ์ไว้เป็นที่ระลึก พรรณนาความไว้ ดั่งจะขอคัดมาบางตอน[8]

 

   “...โอ้เต็นท์หรูเคยอยู่ต้องจู่จาก          ต้องจำพรากมาอยู่ตึกพิลึกยิ่ง[9]

นอนกับดินกินกับอู่ดูเพราพริ้ง            ต้องมากลิ้งบนเตียงเยี่ยงนารี

น้ำล้างชามเคยเย็นเป็นมันฝา                 น้ำล้างหน้าเย็นชื่นเคยรื่นรี่

ต้องมาใช้น้ำอุ่นฉุนเต็มที                        แล้วอย่างนี้หรือสะอาดอนาถใจ

กินอาหารจานสนิมชิมชูรส                    กินไม่หมดก็มีผู้คอยดูให้

พาไปเลี้ยงเกลี้ยงชามงามกระไร          แล้วเดี๋ยวนี้จะมีใครมาตรวจตรา”

 

หน่วยทหารเสรีไทยฝึกและปฏิบัติงานอยู่ในอังกฤษ ตั้งแต่ ๗ สิงหาคม ๒๔๘๕ จนถึงกลางเดือนมกราคม ๒๔๘๖ จึงได้เดินทางจากอังกฤษรอนแรมอ้อมทวีปแอฟริกาไปยังอินเดีย ถึงอินเดีย คือ ที่บอมเบย์ เมื่อปลายเดือนเมษายน ๒๔๘๖ นับตั้งแต่นั้นมา ๓๖ สหายของเราก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ตามที่ทางการอังกฤษจะต้องการ ประวัติการเป็นทหารของพวกเราทั้ง ๓๖ คน ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ เท่าที่พวกเราได้มีชีวิตร่วมกันตลอดเวลา ได้มีคุณบุญพบ ภมรสิงห์ เขียนไว้ค่อนข้างละเอียดในหนังสือศิลปินไทยในยุโรป(บริษัทนิพนธ์ จำกัด ๒๕๐๕) ตั้งแต่บทที่ ๗ จนถึงบทที่ ๑๒ ใคร่จะเชิญท่านผู้อ่านที่สนใจหาอ่าน

ในการที่คณะทหารเสรีไทยอังกฤษแยกย้ายกันไปปฏิบัติงานนั้น มีบางกลุ่มย้ายไปเดลฮีเพื่อปฏิบัติงานด้านวิทยุกระจายเสียงบ้าง ด้านการทำแผนที่บ้าง บางกลุ่มถูกเรียกไปปฏิบัติงานทางการาจี(กลุ่มคุณบุญพบ– ดูได้ในหนังสือที่กล่าวข้างต้น)บางกลุ่มไปฝึกการรบกองโจรที่ค่ายแห่งหนึ่งนอกเมืองปูนา ฝรั่งเรียกเราว่า“ช้างเผือก” (White Elephants) ที่ตั้งค่ายฝึกนั้นอยู่ริมทะเลสาบ ชื่อตำบลนั้นแปลเป็นไทยว่า“รังรัก” ต่อมาพวกเราจึงเข้าใจเรื่องดียิ่งขึ้น ปรากฏว่า กลุ่มของข้าพเจ้านี้สังกัดอยู่ในแผนกประเทศไทย ของกองกำลัง ๑๓๖(Force 136) แห่งหน่วยบริหารงานพิเศษ(Special Operations Executive = S.O.E.) ในกระทรวงการสงครามเศรษฐกิจ(Ministry of Economic Warfare) ท่านผู้อ่านที่ทราบเรื่องของO.S.S. ในสหรัฐฯ ดีกว่าเรื่องของอังกฤษ พอจะเทียบS.O.E. ได้คล้ายคลึงกับO.S.S.[10]

. สถานีวิทยุสถานีแรกในประเทศไทยติดต่อกับ

สหประชาชาติ

ข้าพเจ้าจะขอรวบรัด เล่าถึงการฝึกของข้าพเจ้าแต่เพียงย่อ ๆ เพื่อจะบรรยายถึงการปฏิบัติงานในประเทศไทยให้ละเอียดพอสมควรในภายหลัง ในชั้นนี้จะเพียงวันและเวลาที่ข้าพเจ้าได้ไปทำการฝึกไว้โดยไม่ขยายความ

 

พฤษภาคม ๒๔๘๖-กันยายน ๒๔๘๖

ฝึกที่ค่าย“รังรัก” ใกล้ปูนา

ตุลาคม ๒๔๘๖

ผู้รับการฝึกได้รับยศร้อยตรี

ตุลาคม ๒๔๘๖-พฤศจิกายน ๒๔๘๖

ฝึกวิชาจารกรรม ที่กัลกัตตา มีนายสำราญ วรรณพฤกษ์(เค็ง) กับข้าพเจ้า

พฤศจิกายน ๒๔๘๖

นายสำราญ วรรณพฤกษ์ นายประทาน เปรมกมล(แดง) และข้าพเจ้า ลงเรือใต้น้ำจากลังกาจะขึ้นบกที่พังงา ตะกั่วป่า แต่ไม่ได้ขึ้นบก เพราะไม่มีสัญญาณจากคนมารับ

ธันวาคม ๒๔๘๖

ทั้ง ๓ คนพักผ่อนที่นิลคีรีในอินเดียใต้

มกราคม ๒๔๘๗

สบทบกับกลุ่มใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำการฝึกเดินป่าเดินเขา ที่เทือกเขาสิงหะบริเวณปูนา

กุมภาพันธ์ ๒๔๘๗

ฝึกโดดร่มที่ราวัลพินดี ในปัญจาบ มี ๖ คน คือ นายประทาน เปรมกมล นายสำราญ วรรณพฤกษ์ นายเปรม บุรี (ดี) นายรจิต บุรี (ขำ) นายธนา โปษยานนท์(กร) และข้าพเจ้า

มีนาคม ๒๔๘๗

โดดร่มเข้ามาปฏิบัติงาน

 

                 

ต่อไปนี้จะรายงานถึงเหตุการณ์ซึ่งทำให้มีการติดตั้งสถานีวิทยุสถานีแรก สำหรับติดต่อกับสหประชาชาติในดินแดนประเทศไทย ขณะที่ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งกองทัพอยู่

ความมุ่งหมายข้อใหญ่ของทางราชการ(อังกฤษและอเมริกัน) ในการที่รับเอาคนไทยเข้าไว้ในกองทัพของตนนั้น ก็เพื่อที่จะตั้งกองทหารของสหประชาชาติมากกองหรือน้อยกองแล้วแต่จะทำได้ หลังแนวรบญี่ปุ่น และหวังว่ากองทหารเช่นนี้อาจจะได้ช่วยกองทัพสหประชาชาติในทางการรบและกองโจร ในด้านสงคราม การเมือง และในการสื่อสาร คนไทยผู้สมัครเข้าในกองทัพอังกฤษมีความประสงค์ที่จะรับใช้ชาติของตน โดยการที่จะเข้าร่วมมือกับทหารอังกฤษอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ก็เป็นความประสงค์ของเราที่ถือเป็นข้อสำคัญอยู่อีกข้อหนึ่งว่า เราจะพยายามติดต่อร่วมมือและตกลงกันกับกองต่อต้านภายในประเทศ เพื่อให้เป็นที่เข้าใจกันด้วยดี

ในกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เราพอจะทราบได้แน่นอนแล้วว่ากองต่อต้านในประเทศไทยนั้นมีอยู่จริง ไม่ใช่แต่เพียงเป็นสิ่งที่เราคาดหวังเท่านั้น เพราะเหตุว่า เราทราบว่าได้มีผู้เดินทางออกจากประเทศไทยไปถึงเมืองจุงกิง และได้ติดต่อกับผู้แทนฝ่ายสหประชาชาติแล้ว

ส่วนมากของเสรีไทยจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเราเรียกกันว่า“ช้างเผือก” (White Elephants) กำลังฝึกหัดกลยุทธ์แบบกองโจรเป็นวาระสุดท้ายที่นอกเมืองปูนาในประเทศอินเดีย เราได้ยินข่าวว่า ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน ได้เดินทางไปยังจุงกิง เพื่อจะติดต่อกับนายจำกัด พลางกูร ซึ่งลักลอบเดินทางออกไปจากประเทศไทย และภายหลังเราได้ทราบว่า ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน ได้รับมอบอำนาจจากทางราชการอังกฤษส่งคนจากยูนนาน เดินทางบุกเข้ามากรุงเทพฯ ถือหนังสือจากกองทัพอังกฤษมาถึง“รู้ธ” หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทย คือ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ขอร้องให้“รู้ธ” จัดการต้อนรับพวก“ช้างเผือก” คณะแรกที่เดินทางมาโดยเรือใต้น้ำ กำหนดจะขึ้นบกในฝั่งตะวันตกของประเทศไทยในเดือนธันวาคม ๒๔๘๖ คณะ“ช้างเผือก” นี้จะเข้ามาพร้อมด้วยเครื่องส่งวิทยุและรับวิทยุ เพื่อจะได้ตั้งสถานีติดต่อระหว่างประเทศไทยกับฐานทัพอังกฤษในอินเดียได้เป็นประจำ

ในเดือนกันยายน ๒๔๘๖ ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งซึ่งจะเดินทางโดยเรือใต้น้ำนั้น และหน่วยของข้าพเจ้าเรียกว่า“Pritchard” คณะของข้าพเจ้าประกอบด้วย นายประทาน เปรมกมล“แดง”เป็นนักวิทยุ นายสำราญ วรรณพฤกษ์“เค็ง”และข้าพเจ้า“แดง” ได้ถูกส่งไปเมียรุตสำหรับจะฝึกหัดการรับวิทยุเพิ่มเติม ส่วน“เค็ง” และข้าพเจ้าได้เดินทางไปยังโรงเรียนพิเศษโรงเรียนหนึ่ง นอกเมืองกัลกัตตา เพื่อฝึกสำหรับจะปฏิบัติราชการพิเศษ

ต่อมา“แดง” ได้เดินทางมาร่วมคณะที่กัลกัตตา และหลังจากที่ได้มีการฝึกวิธีขึ้นบกโดยเรือใต้น้ำ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนที่ตำบลโกมาลี ในเกาะลังกา เมื่อเดือนพฤศจิกายนแล้ว คณะของเราก็ได้เดินทางโดยเรือใต้น้ำจากเมืองโคลอมโบในเรือใต้น้ำนั้นมีนายทหารบกกองทัพอังกฤษ ๒ คน กับสิบเอกอีก ๑ คน สำหรับจะมาส่งเราขึ้นบก

เมื่อได้เดินทางมาถึงที่ที่กำหนดแล้ว เรือใต้น้ำก็ได้ลอยลำและดำน้ำอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ ๔-๕ ไมล์ เป็นเวลา ๑ สัปดาห์ เวลากลางวันก็จมลงไป และเวลากลางคืนก็ขึ้นมาลอยลำ คอยดูอาณัติสัญญาณ แต่หาได้ปรากฏอาณัติสัญญาณไม่ ต่อมาภายหลังเราจึงได้ทราบว่า“จีน” ผู้ถือหนังสือจากยูนนานเข้ามาประเทศไทยนั้น กว่าจะเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ก็เป็นเวลาหลังจากเดือนมิถุนายน ๒๔๘๗

อย่างไรก็ดี การเดินทางด้วยเรือใต้น้ำนี้ มิใช่ว่าจะปราศจากเหตุการณ์ก็หามิได้ เราได้มีเวลาตื่นเต้นอยู่บ้างในเมื่อทราบว่ามีเรือใหญ่อยู่เหนือผิวน้ำใกล้เคียงกับที่เราจมอยู่ อาจจะเป็นเรือญี่ปุ่นหรือเรือไทยก็เป็นได้ แล้วเราก็ไม่ทราบแน่ว่าเรือลำนั้นเห็นเรือของเราหรือไม่ แต่เราได้พยายามรักษาความเงียบสงบไว้เพื่อความปลอดภัย ในเวลาเช่นนั้นทุกคนในเรือใต้น้ำจะต้องนั่งเงียบ ๆ ไม่ทำเสียงอย่างหนึ่งอย่างใด และข้าพเจ้าเองแทบจะไม่กล้าหายใจ เพราะรู้สึกว่าลมหายใจเป็นเสียงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่เราไม่เคยได้รับลูกระเบิดใต้น้ำเลย เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ในคืนสุดท้ายก่อนที่เราจะเดินทางกลับ ทหารอังกฤษที่ไปกับเรานั้นตกลงใจว่าจะนำเรือเล็กเข้าไปยังที่ชายฝั่งเพื่อสอดแนม(พวกเราคนไทยไม่ได้ไปด้วย เพราะเหตุว่าเราได้รับคำสั่งอย่างเข้มงวดมิให้ขึ้นบก นอกจากจะมีผู้มารับตามข้อตกลง) สหายชาวอังกฤษของเราไม่เคยอยู่ในประเทศไทยเลย แต่เมื่อไปสอดแนมมาแล้ว เราจึงตัดสินใจเดินทางกลับเกาะลังกา แต่ในคืนต่อมา เราได้พบเรือหาปลาขนาดเล็ก จึงได้ตกลงว่าจะลอยลำขึ้นมาดูสักที ในเรือหาปลานั้นมีคนจีนอยู่หลายคน ฝ่ายเรารู้สึกว่าจะทำให้เขาตกใจมาก แต่เราไม่ต้องการอะไรจากพวกเขามาก นอกจากบางสิ่งบางอย่าง เช่นเหรียญกษาปณ์และเอกสาร และเราก็ได้เอาธนบัตรไทยกับอาหารให้เขา เป็นการแลกเปลี่ยนกัน

ข้าพเจ้าไม่สมควรที่จะกล่าวให้ยืดยาวนักในการพรรณนาชีวิตในเรือใต้น้ำ บางทีไม่จำเป็นที่จะต้องพูดมากไปกว่าว่า เรือใต้น้ำนั้นร้อน ชีวิตน่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรจะทำ นอกจากนอน กิน และทอดลูกเต๋า เรานอนในเวลากลางวัน และตื่นในเวลากลางคืน เมื่อเวลาเรือลอยลำขึ้นมา และเมื่อลอยลำขึ้นมาเช่นนั้น ผู้โดยสารก็ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ได้ ผู้โดยสารจะสูบบุหรี่ได้ก็แต่ที่ในเวลาเรือลอยลำ ข้าพเจ้ายังมีความรู้สึกจำได้อยู่ข้อหนึ่ง คือ เมื่อส่องกล้องดูฝั่งไทยจากเรือใต้น้ำนั้น ข้าพเจ้าจำได้ว่า ได้เห็นแผ่นดินอันเป็นที่รักของเราสวยงามมาก หาดทรายขาวและมีกระท่อมคนหาปลาอยู่ มีต้นไม้เป็นอันมาก ตำบลที่เราตั้งใจจะขึ้นบกนั้นรู้สึกว่าเปลี่ยวมาก ข้าพเจ้าไม่เคยไปในตำบลนั้นเลย แต่รู้สึกว่าที่นั่นเป็นแผ่นดินที่รักของเราและมีคนร่วมชาติที่รักของเราอาศัยอยู่

คณะเรากลับถึงโคลัมโบทันเวลาคริสต์มาส เมื่อใกล้จะถึงน่านน้ำลังกา เรือใต้น้ำได้ผุดขึ้นมาและเดินทางบนผิวน้ำด้วยความเร็วเต็มที่ ชีวิตในเรือใต้น้ำซึ่งเดินทางบนผิวน้ำ ไม่มีอะไรนอกจากทำให้ผู้โดยสารเมาคลื่น และได้รับทุกขเวทนาเหลือประมาณ

เมื่อได้หยุดพักผ่อนเป็นเวลาเล็กน้อยในทิวเขานิลคีรีอันงดงามแล้ว คณะของข้าพเจ้าได้เดินทางขึ้นไปยังเมียรุตในต้นเดือนมกราคม ๒๔๘๘ จากนั้นเราได้เดินทางไปยังเมืองปูนาเพื่อฝึกให้มีกำลังแข็งแรงขึ้น คณะ“ช้างเผือก” คนอื่น ๆ ได้มารวมพลกันอยู่ ณ ที่นั้น และในระหว่างที่เราออกทะเล เพื่อนฝูงของเราเหล่านี้ก็ได้ฝึกหัดต่อไปบ้างและพักผ่อนหย่อนใจยังที่ต่าง ๆ กันบ้าง

การที่มาร่วมคณะกันใหม่คราวนี้ ทำให้เรามีโอกาสที่จะปรึกษาหารือกันเป็นครั้งสุดท้ายในเรื่องสถานการณ์และการงาน ซึ่งเราคาดหมายว่าจะต้องทำต่อไป คณะ“ช้างเผือก” ได้ประชุมกันคืนวันหนึ่งบนยอดเขาสิงหะ ในขณะนั้นเรารู้เรื่องหน้าที่การงานของเราดียิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน สำหรับบางคนในคณะเราเช่นข้าพเจ้า การโดดร่มชูชีพ และการเดินทางโดยเรือใต้น้ำเป็นข้อที่หลบตาแล้วเตือนให้สะดุ้งอยู่เสมอ สำหรับคนอื่นเขาอาจจะกระตือรือร้นอยากจะได้ทำอะไรโลดโผนเช่นนั้นในกาลข้างหน้าก็เป็นได้ ข้อเจรจาในการหารือบนยอดเขาสิงหะคืนนั้น ข้าพเจ้าจำไม่ได้หมด แต่จำได้อยู่ว่าพวกเรามีจิตใจรักกันและสามัคคีกันมาก ข้าพเจ้าจำได้ว่า ข้าพเจ้าได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาข้อหนึ่ง คือข้อที่ว่า เมื่อเราเข้าไปในประเทศไทยแล้ว เราจะต้องพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะไม่ใช้อาวุธประหัตประหารคนไทยด้วยกัน ถึงแม้ว่าจะต้องเสียชีวิตก็ไม่ควรที่จะต่อสู้ แต่ว่าเราไม่ควรที่จะให้ญี่ปุ่นจับเราได้เป็น ๆ จะต้องต่อสู้จนจับตาย ข้อเสนอของข้าพเจ้านี้ได้เสนอขึ้นโดยระมัดระวัง มิให้เป็นการบังคับ เพราะข้าพเจ้าเข้าใจดีว่ามีบางคนในพวกเรา จะไม่ยอมฝืนธรรมชาติที่จะสู้ก่อนที่จะถูกจับ แต่อย่างไรก็ดีส่วนมากของคณะ“ช้างเผือก”ได้ลงความเห็นชอบตามข้อเสนอนั้น

แผนการเข้าประเทศไทยได้ร่างขึ้นใหม่ในภายหลัง“ช้างเผือก” ๒-๓ คนจะต้องเข้ามาในประเทศไทยด้วยร่มชูชีพ พร้อมด้วยเรื่องรับและส่งวิทยุ การโดดร่มคราวนี้เรียกว่าโดดอย่างสุ่ม(blind-dropping) หมายความว่าไม่มีใครมารับที่บนพื้นดิน ที่ที่จะลงนั้นกำหนดไว้ว่าจะเป็นป่าทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ คือระหว่างสุโขทัยกับสวรรคโลก และกำหนดเวลาไว้ในเวลาข้างขึ้นหรือข้างแรมอื่น ๆ ในเดือนมีนาคมและเมษายน เราจะแยกกันเป็น ๒ คณะ คณะละ ๓ คน เรียกว่าAppreciation ทั้ง ๒ คณะ คณะAppreciation ที่ ๑ จะทำการในเดือนมีนาคมและเมื่อไปถึงพื้นดินแล้วหาที่ซ่อนตัวในป่าสูง วิทยุกลับมายังฐานทัพ และเตรียมรับคณะAppreciation ที่ ๒ ก็จะกระโดดร่ม“สุ่ม” ลงมาอีกที่หนึ่งในจังหวัดใกล้เคียง และลงมาทำการเช่นเดียวกัน หน้าที่ของเรามีลำดับต่อไปนี้

รักษาตัวให้รอด

ติดต่อทางวิทยุกับฐานทัพ

รับคนที่จะมาโดดร่มในภายหลัง และ

ถ้าทำได้ และในโอกาสที่จะทำได้ ให้ติดต่อกับขบวนต่อต้านข้างใน

 

บุคคลที่จะเข้าเป็นคณะทั้ง ๒ นี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากคณะPritchard เนื่องจากเราจะไม่มีใครมารับ การติดต่อทางวิทยุจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้น และเนื่องจากเราจะต้องเข้าไปอยู่ในป่าด้วยตนเอง จึงจำเป็นที่จะต้องมีนักเรียนหมอเข้าร่วมคณะด้วย นายเปรม บุรี“ดี” กับนายรจิต บุรี“ขำ” ได้ถูกเลือกสำหรับใช้ทำการส่งวิทยุและเป็นแพทย์ประจำคณะ คนที่ ๖ คือ นายธนา โปษยานนท์“กร” ซึ่งเข้ามาในคณะที่ ๒“เค็ง” เป็นหัวหน้าคณะAppreciation ที่ ๒ ฉะนั้นคณะดังกล่าวจึงประกอบด้วยบุคคลเหล่านี้ คือคณะAppreciation ที่ ๑“เข้ม” (ข้าพเจ้า) “แดง” และ“ดี” คณะAppreciation ที่ ๒ มี“เค็ง” “ขำ” และ“กร”

ในเดือนกุมภาพันธ์ พวกเรา ๖ คน อำลาพรรคพวก และเดินทางไปยังเมืองราวัลพินดีเพื่อฝึกโดดร่มชูชีพ เราต่างคนได้ฝึกโดดร่มจากเครื่องบินคนละ ๕ ครั้ง ๔ ครั้งแรกในเวลากลางวัน และครั้งสุดท้ายในเวลากลางคืน การโดดครั้งแรกจากเครื่องบินฮัดสัน แต่อีก ๔ ครั้งโดดจากลิเบอเรเตอร์ การโดดเช่นนี้ได้กระทำหลังจากได้ฝึกหัด บำรุงกำลังร่างกายอย่างเคร่งเครียดเป็นเวลาหลายวัน และหลังจากหัดกระโดดลงจากที่สูงโดยไม่มีอันตราย พวกเราไม่ชอบการกระโดดร่มเช่นนี้ ถึงแม้จะรู้สึกว่าไม่มีอันตรายเลย แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่สามารถที่จะกล่าวด้วยความจริงใจได้ว่าข้าพเจ้าไม่กลัว แต่อย่างไรก็ดี พวกเราพยายามที่จะซ่อนความหวาดกลัวนั้นไว้ ทุกๆ เวลาเช้าระหว่างเดินทางจากที่อยู่ของเราไปสนามบิน เราจะต้องผ่านป่าช้าแห่งหนึ่ง และเมื่อเวลาผ่านไป พวกเรามักจะเตือนสติซึ่งกันและกันว่าที่นั่นแหละเป็นที่ที่สังขารจะต้องไปถึงในที่สุด ไม่เร็วก็ช้า และสำหรับพรรคพวกคนอื่น ๆ นั้นคงน่ากลัวจะเร็ว แต่สำหรับผู้พูดคงจะช้า ความรู้สึกและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม พวกเราได้รับประโยชน์จากการฝึกบำรุงกำลังนั้น และอากาศอันสดชื่นของมณฑลปัญจาบทำประโยชน์ให้แก่เรามาก และพวกเราต่างรู้สึกแข็งแรงหลังจากที่อยู่พินดี ๑ สัปดาห์

จากพินดีไปสู่กัลกัตตา รอคอย“เรื่องจริง”เรายังมีเวลาอยู่บ้างสำหรับที่จะได้ลิ้มรสความสุขจากความเจริญแบบสมัยใหม่ เช่น ดูภาพยนตร์ในโรงที่มีเครื่องทำความเย็น รับประทานไอศกรีมโซดา และรับประทานอาหารในภัตตาคารเป็นครั้งสุดท้าย ในไม่ช้าวันกำหนดก็มาถึง พวกเรา ๓ คนในAppreciation ที่ ๑ เริ่มออกไปทำการในต้นเดือนมีนาคม คือวันที่ ๖ ก่อนวันเกิดของข้าพเจ้า ๓ วัน ข้าพเจ้าได้บอกกับนายทหารผู้บังคับบัญชาเป็นเชิงล้อว่าส่งของขวัญวันเกิดให้ข้าพเจ้าในป่า อย่าพลาดเป็นอันขาด เช้าวันนั้นพวกเราเดินทางด้วยเครื่องบินจากกัลกัตตาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ห่างจากเมืองใหญ่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าพเจ้าจำชื่อสถานที่นั้นไม่ได้ แต่สิ่งต่าง ๆ ในที่นั้นข้าพเจ้าจะลืมไม่ได้เป็นอันขาด ที่นั้นเป็นสนามบิน อยู่ในท่ามกลางเนื้อที่กว้างขวาง ไม่มีพฤกษชาติเลย ไม่มีน้ำบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เว้นแต่เครื่องบินกับกระท่อมหลายกระท่อมที่น่าทุเรศ นอกจากนั้นเรายังต้องทนรับประทานอาหารกลางวันอันจืดชืด มีเนื้อกระป๋องแห้ง ๆ ขนมปังแห้ง ๆ และดื่มน้ำซึ่งเหม็น เพราะเหตุว่าใส่คลอรีนมากเกินไป แน่นอนทีเดียวต้องมีใครทำผิดพลาดแน่ ที่จะส่งให้เราไปทำการครั้งนี้จากสถานที่เช่นนี้ เพราะมีแต่ทำให้จิตใจของเราหดหู่ลงเท่านั้น

ในตอนเย็นวันนั้น เราขึ้นเครื่องบินลิเบอเรเตอร์ซึ่งจะนำเราไปสู่จุดหมาย เพื่อเป็นการคุ้มกันการกระโดดร่มของเรา เครื่องบินระเบิดฝูงหนึ่งได้ถูกส่งออกไปในคืนวันเดียวกัน เพื่อจะทำการในบริเวณใกล้เคียงกับที่เราจะไปโดดร่ม แต่จากสนามบินที่เดียวกันในเย็นวันนั้น เราได้สังเกตเห็นว่า มีเครื่องบินลิเบอเรเตอร์อีกเครื่องหนึ่งขึ้นสู่ฟ้าก่อนเราเล็กน้อย ภายหลังจึงได้ทราบว่า ลิเบอเรเตอร์เครื่องนั้นนำเอาชาวจีน๔ คนเดินทางไปทำแบบเดียวกับเรา แต่โดดลงใกล้นครปฐม

เราใช้เวลาส่วนมากในการเดินทางนั้นนอนไปในเครื่องบิน เครื่องบินนั้นไม่เป็นที่สุขสบายเลย และอากาศก็เลว ข้าพเจ้าเองรู้สึกเมาเครื่องบินเล็กน้อย เรารับประทานอาหารไม่ได้มากในระหว่างเดินทาง ภายนอกอากาศมืดมัว ถึงแม้ว่าจะมีพระจันทร์ข้างขึ้น และเราไม่ทราบเลยว่าในเวลาใดเราอยู่ที่ใด ประมาณ ๒๒.๓๐ น. มีผู้มาบอกให้เราเตรียมตัว และประมาณ ๒๓.๐๐ น. เรา ๓ คนก็นั่งรออยู่เหนือช่องกระโดดในเครื่องบินพร้อมที่จะไถลตัวลงไปได้พร้อมด้วยเครื่องหลังและร่มชูชีพอยู่บนหลัง ถ้าคำสั่ง“ลง” มีมาเมื่อใด เราก็จะ“กระโดด” ลงไปสู่ความมืดและไปสู่ยถากรรม เราคงได้นั่งอยู่ที่นั้น คือที่ขอบเหวนั้น เป็นเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ข้าพเจ้ารู้สึกว่าจะเป็น ๑ ปี คำนึงถึงชีวิตและมรณะ คำนึงถึงอนิจจังและอนัตตา และจากช่องกระโดดนั้น ลมเย็นกระโชกพัดเข้ามาอยู่ตลอดเวลา คงจะมีประโยชน์สำหรับจะทำให้เราแน่ใจว่าที่ที่จะลงไปนั้นไม่ใช่นรก เพราะไม่มีเปลวเพลิงอันร้อน มีแต่ลมเย็น เครื่องบินวนเวียนอยู่เรื่อย ๆ รู้สึกจะไม่หยุด แต่ว่าคำสั่งให้เตรียมตัวกระโดดไม่มีเข้าหูเราเลย ผลสุดท้ายมีผู้มาตบไหล่เบา ๆ และเราได้ยินว่าเลิกกันได้ เพราะเหตุว่านักบินไม่สามารถจะหาที่ที่เราจะลงไปได้ แผนที่ก็เลว และอากาศก็มืด พวกเรากำลังเดินทางกลับกัลกัตตา

เราไม่ได้อยู่ที่กัลกัตตานานนัก เพราะเหตุว่าทุกคน เฉพาะอย่างยิ่ง พวกเรามีความวิตกกังวลอยากจะให้เรื่องกระโดดร่มนี้เสร็จสิ้นกันไปเสียที หลังจากเดินทางครั้งแรก ต่อมาสัก ๑ สัปดาห์ เราได้ข่าวจากกองทัพอากาศอังกฤษว่า เขาพร้อมที่จะพาเราไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว เราก็ต่างออกเดินทางทันที จากสนามบินเดียวกัน เดินทางแบบเดียวกัน เวลากลางคืนแบบเดียวกันกับคราวที่แล้ว ผิดกันที่เวลาดึกกว่าเดิมสัก ๔–๕ ชั่วโมง เพราะเหตุว่าเป็นข้างแรม เมื่อเราได้เดินทางถึงเหนือประเทศไทยมีคนมาบอกว่า คราวนี้พบที่หมายแล้ว เครื่องบินวนเวียนอยู่หลายรอบและค่อนข้างจะบินต่ำ พวกเราได้เห็นแสงไฟบนพื้นดินเป็นอันมาก และเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่า เราได้ถูกนำมาในที่ที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุว่าเป็นที่ตกลงกันว่าเราจะต้องอยู่ในกลางป่า มีบ้านเรือนที่ใกล้เคียงที่สุดห่างออกไปตั้งหลายกิโลเมตร แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีเวลาที่จะไต่ถามและไม่มีเวลาที่จะถกเถียงกัน คำสั่งให้ลงมาถึง และเราก็ลงไป

ทั้ง ๓ คนลงถึงพื้นดิน ในที่ว่างเปล่าใกล้เคียงกัน และเราพอจะเห็นกันในระหว่างที่เราลอยตัวลงมา ข้าพเจ้าค่อนข้างจะเคราะห์ร้ายโดยที่ได้ลงมาเท้าหนึ่งอยู่บนคันนาและอีกเท้าหนึ่งอยู่นอกคันนา ทำให้ข้อเท้าขวาแพลงไป ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่าพื้นดินที่เราลงมานั้นเป็นนา และข้อนี้ยิ่งทำให้สงสัยใหญ่ว่าได้ลงมาผิดที่เสียแล้ว เรา ๓ คนเข้ามาร่วมดูแผนที่อย่างเร่งรีบ และจากแผนที่นั้นก็ทำให้แน่ใจยิ่งขึ้นว่า ที่ที่เราอยู่นั้นเราไม่ได้ตั้งใจลงมาเลย เพราะเป็นที่ที่ห่างจากจุดหมายถึง ๒๕ หรือ ๓๐ กิโลเมตร และยิ่งร้ายไปกว่านั้นเรารู้สึกว่า เราอยู่ใกล้หมู่บ้านจนเกินไป เมื่อเราเดินหาร่ม อาหาร และเครื่องมือ ๗ ร่มที่เรานำมาด้วย สำหรับอาหารรับประทานในป่าเป็นเวลา ๑ เดือน ก็ปรากฏว่าร่ม ๑ หายไป แดงกับดีเดินออกไปหา แล้วในไม่ช้าก็กลับมารายงานว่า ร่มที่หายไปนั้นได้ตกลงไปในใจกลางหมู่บ้าน และหมู่บ้านห่างจากที่เราอยู่เพียงพุ่มไม้เล็ก ๆ คั่นอยู่ แดงกับดีต้องรีบกลับมา เพราะเหตุว่าได้ยินสุนัขเห่า ฉะนั้น เราจึงตัดสินใจว่า จะต้องออกจากที่ที่เราอยู่นั้นโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้

ในขณะนั้นเป็นเวลาเช้ามืดประมาณ ๔ นาฬิกา เรามีเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงก่อนจะรุ่งสาง เราไม่สามารถที่จะออกเดินทางได้โดยเร็ว เพราะมีหีบห่อใหญ่หลายหีบ และจะขุดหลุมฝังให้มิดชิดก็ทำได้ยาก เพราะว่าใกล้หมู่บ้าน แต่อย่างไรก็ตามเราไม่มีเวลาสำหรับที่จะตัดสินใจนานนัก เพราะในขณะเดียวกันกับที่เราตัดสินใจว่า จะออกเดินทางต่อไป เราก็เห็นชาวนา ๕-๖ คนเข้ามา และเขาเหล่านั้นเห็นเราแล้ว

ชาวนาเหล่านั้นเป็นคนเผาถ่านจากหมู่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งห่างไกลออกไป ในวันนั้นได้เข้าไปในป่าเพื่อจะตัดไม้ และเมื่อได้ต้นไม้แล้วก็กำลังเดินทางกลับบ้าน ในคืนนั้นเขาพักแรมอยู่นอกหมู่บ้านวังน้ำขาว ตั้งใจเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น(วังน้ำขาวคือหมู่บ้านที่เราลงมานั้น และวังน้ำขาวอยู่ในจังหวัดชัยนาท แต่ที่เราตั้งใจลงมานั้นอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือระหว่างจังหวัดตากกับนครสวรรค์)แสงไฟที่เราได้เห็นจากเครื่องบินของเรานั้นคือคบเพลิงของชาวเกวียนนั้นเอง พวกเขาได้ยินเสียงเครื่องบินของเราและโคกระบือก็แตกตื่นวิ่งหนีไป ชาวเกวียนเหล่านั้นได้เห็นร่มของเราขาวเมื่อลงมาจากเครื่องบิน แต่บางคนเข้าใจว่าเป็นควัน เมื่อเขาเหล่านั้นได้พบเราบนพื้นดินต่างก็ประหลาดใจที่เห็นเราเป็นคนไทย เพราะเหตุว่าเขาคาดว่าคงจะเป็นพวกชาวต่างประเทศที่เข้าทิ้งระเบิด

ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๕ นาฬิกา เราไม่มีเวลาที่จะทำอะไรอีกแล้ว จึงเอาเครื่องส่งวิทยุ อาหารบ้างเล็กน้อยและเสื้อผ้าบางชิ้น สิ่งของนอกจากนั้นเอาซุกเข้าไว้ในพุ่มไม้บ้าง ขุดหลุมฝังบ้าง แต่จะมีประโยชน์อันใดที่จะเก็บอะไรไว้ให้มิดชิด เพราะร่มทั้งคันมีของเต็มได้ลงจากเครื่องบิน ตกลงไปในกลางหมู่บ้าน ดูเหมือนจะเป็นหน้าศาลาวัดเสียด้วย เมื่อเราได้ทำการบางอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว เรารีบย้อนเดินกลับไปทางตะวันตกเข้าป่าซึ่งเป็นชายป่าใหญ่ต่อไป ข้อเท้าของข้าพเจ้าที่แพลงนั้นเป็นข้อที่หน่วงทำให้เพื่อนของข้าพเจ้าไม่สามารถจะเดินไปได้โดยเร็วเท่าที่ต้องการ เราได้เดินเข้าไปในป่าประมาณ ๔–๕ ชั่วโมง จนกระทั่งถึงที่ที่ค่อนข้างจะทึบ จึงตัดสินใจว่าจะหยุดพัก ความจริงหยุดที่นั่นไม่ปลอดภัย แต่เราหวังว่าจะติดต่อทางวิทยุกับกองบัญชาการที่อินเดีย ความมุ่งหมายของเราข้อใหญ่ก็คือ ต้องการจะบอกกับกองบัญชาการว่า เราได้ถูกทิ้งลงมาในที่ที่น่าเกรงอันตราย และเราฝังวิทยุไว้ ณ ที่นั้นกับจะเดินทางไปตะวันตกเฉียงเหนือไปยังที่ที่จะนัดพบกับคณะAppreciation ที่ ๒ ซึ่งจะลงมาในข้างขึ้นเดือนหน้า ในร่างโทรเลขนั้นเจาะจงเตือนให้กองบัญชาการระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้คณะที่ ๒ ลงมาผิดที่อย่างที่เราได้ประสบมา เพราะเหตุว่าชาวบ้านรู้ตัวเสียแล้ว

เรายังมีเวลาก่อนที่จะถึงกำหนดที่เราจะออกอากาศติดต่อกับกองบัญชาการ ฉะนั้นเราจึงใช้เวลาขุดหลุมเพื่อจะฝังเครื่องวิทยุของเรา เมื่อการส่งวิทยุนั้นเป็นผลสำเร็จแล้ว นอกนั้นยังมีของที่เราเห็นว่าไม่สู้จำเป็นจริงหลายอย่าง เราก็ขุดหลุมฝังไว้ด้วย เพื่อจะเดินทางโดยน้ำหนักเบาที่สุด ที่มั่นของเราเวลานั้นเป็นพุ่มไม้ค่อนข้างหนา และเครื่องวิทยุของเราเก็บไว้อีกแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากที่อยู่นัก แต่ไม่เห็นกัน ที่ที่อยู่นั้นเป็นที่ที่เหมาะอยู่บ้าง เพราะเหตุว่าเราได้แน่ใจว่าถึงแม้จะมีคนเดินไปมาห่างจากที่ซ่อน ๔-๕ เมตรก็แทบจะไม่เห็น

วันนั้นอากาศร้อน ป่าเงียบสงบ นอกจากจะมีเสียงลิงและนกร้องเล็กน้อย ข้อเท้าของข้าพเจ้าบวมขึ้นมา และค่อนข้างจะปวด เราต่างรู้สึกอ่อนเพลียหลังจากที่ได้เดินท่ามกลางความร้อนเป็นเวลาครึ่งวัน และเฉพาะอย่างยิ่งต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดหวังในเวลาเช้ามืด รู้สึกใจเสียอยู่บ้างเนื่องด้วยมีคนเห็นเราลงจากร่มมา และร่ม ๑ ร่มก็พลัดลงไปในหมู่บ้าน เรามีน้ำอยู่ในขวดเพียง ๓ ขวด เพราะเหตุว่าตามแผนการเดิม เราจะลงที่ใกล้ลำธาร เราไม่รู้สึกหิวเลย ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลกับเรื่องอาหาร

เมื่อถึงเวลาที่จะส่งวิทยุ แดงกับดีก็ไปยังสถานีวิทยุของเขา ข้าพเจ้านั่งยามอยู่สักครึ่งชั่วโมง ต่อมาแดงกับดีกลับมาบอกว่าติดต่อไม่ได้ เขาพอจะฟังได้ยินกองบัญชาการแต่เพียงเบา ๆ แต่กองบัญชาการไม่ได้ยินพวกเราเลย ที่ร้ายไปกว่านั้น กองบัญชาการไม่ได้รอเรานานพอสมควร เพราะเหตุว่าเขาอาณัติสัญญาณเลิกส่งเร็วเกินกำหนดไป บางทีกองบัญชาการอาจจะไม่ได้คาดหมายว่าเราจะติดต่อวิทยุมาทันทีทันใดก็เป็นได้

เราจะทำอย่างไรดี พวกเราตัดสินใจว่าการส่งวิทยุนี้เป็นของสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นจะต้องคอยส่งให้ได้โดยเร็ว ถ้าเราเดินทางไปพร้อมด้วยเครื่องวิทยุเราจะไปไม่ได้ไกล เพราะน้ำหนักมาก และเท้าของข้าพเจ้าก็บวม และที่ที่เราอยู่นี้ ก็รู้สึกจะเป็นที่ที่มิดชิดพอสมควร แดงเห็นว่าสายอากาศของเราอาจจะทำได้ดีขึ้น และในวันรุ่งขึ้น เราก็จะได้ติดต่อกับกองบัญชาการอีก ข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย และเนื่องจากข้าพเจ้าเป็นหัวหน้า ข้าพเจ้ารับผิดชอบในข้อตัดสินใจนั้น ในระหว่างที่รออยู่จนถึงวันรุ่งขึ้น เราก็พยายามหาน้ำมาใส่ขวดสำหรับจะได้เดินทางไป และเมื่อเราได้ส่งวิทยุไปแล้ว เราก็เดินทางต่อไปทันที

แดงกับดีก็ออกไปลาดตระเวนหาน้ำ ข้าพเจ้าอยู่ในที่พักแต่ผู้เดียว เพื่อนของข้าพเจ้าได้จากไปเป็นเวลาหลายชั่วโมง และไม่ได้กลับมาจนกระทั่งรุ่งสาง เขาได้พบหนองน้ำแห่งหนึ่งสกปรกอยู่นอกป่า แต่เมื่อเวลาเดินกลับมายังที่ เดือนยังไม่ขึ้นไม่เห็นทาง จึงต้องรอจนกระทั่งเช้ามืด ๓ นาฬิกา ข้าพเจ้าเองนั่งเฝ้าอยู่ ฟังเสียงลิงและนก และเมื่อเห็นเพื่อนข้าพเจ้ากลับมาก็รู้สึกมีความยินดีมาก

การพยายามส่งวิทยุครั้งต่อมา ยิ่งประสบความสำเร็จน้อยกว่าคราวแรก เพราะเหตุว่าคราวนี้เราไม่ได้ยินกองบัญชาการเลย เรารู้สึกวิตกเป็นอันมาก และข้าพเจ้าจำได้ว่า ดีได้บอกว่า ถ้าเราไม่รีบเดินทางออกไปโดยเร็ว ชาวบ้านก็จะตามเราทัน อย่างไรก็ดีพวกเราวิตกกังวลถึงคณะที่ ๒ และคณะต่อ ๆ ไปว่า จะได้รับความลำบาก ถ้าเราไม่ส่งวิทยุแจ้งให้กองบัญชาการทราบ ข้าพเจ้ารับผิดชอบและตัดสินใจว่าจะต้องพยายามส่งอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้เป็นคราวสุดท้ายจะส่งออกได้หรือไม่ก็ตาม เราจะต้องเดินทางไป การส่งครั้งนี้จะทำกันในเช้าวันรุ่งขึ้น คือในเช้าวันที่ ๓ หลังจากที่เราได้โดดร่มมา ในเวลาบ่ายวันนั้น ดีและข้าพเจ้าเดินออกลาดตระเวนและหาน้ำ เราได้เห็นชาวบ้านบางคน แต่รู้สึกว่าเขาไม่สงสัยอะไรเรา ในคืนนั้นเราก็พักแรมอยู่ด้วยกันนั้น

รุ่งขึ้นเวลา ๑๐ นาฬิกา ดีกับแดงก็ไปส่งวิทยุในที่ซ่อนวิทยุนั้น ข้าพเจ้านั่งยามอยู่คนเดียวเช่นเดิม เพื่อนของข้าพเจ้าไปได้ประมาณ ๕ นาที ข้าพเจ้าก็เห็นคนหลายคนเดินผ่านไปห่าง ๆ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เขาไม่เห็นข้าพเจ้าในครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่งเฝ้าคอยอยู่เป็นเวลาสักอึดใจ ก็มีคนเป็นจำนวนมากโผล่ขึ้นมาล้อมที่พักของเรา ชาวบ้านเหล่านั้นเข้ามาทั้งทางซ้าย ทางขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ชูปืนหลายกระบอก เกมของเราสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ อย่างน้อยก็เกมของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะตะเบ็งเสียงขึ้นว่า“ยอมแพ้ จับไปเถิด” หวังว่าเสียงที่ข้าพเจ้าตะเบ็งจะได้ยินไปถึงเพื่อนข้าพเจ้าและทำให้เขามีเวลาหนี

ข้าพเจ้าแทบจะไม่สามารถเชื่อได้ว่าภายในเวลาไม่ถึง ๑ วินาทีในขณะนั้น ความคิดต่าง ๆ แล่นพรั่งเข้ามาในศีรษะของข้าพเจ้าเป็นอันมาก ตั้งแต่เวลาที่ข้าพเจ้ารู้ตัวว่ามีคนมาล้อมข้าพเจ้า จนถึงเวลาที่เขาเข้ามาถึงตัว ในสมองข้าพเจ้าได้เกิดความคิดความเห็นหลายอย่างจนไม่ทราบว่าอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง คิดถึงคู่รักของข้าพเจ้าที่ลอนดอน คิดถึงคำสุดท้ายของคุณมณี สาณะเสน ที่ได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าเมื่อก่อนเราเดินทางออกจากประเทศอังกฤษ คิดถึงเพื่อนของข้าพเจ้าที่ยังอยู่ในอินเดีย คิดถึงเพื่อนอีก ๒ คนของข้าพเจ้าที่อยู่ในพุ่มไม้ใกล้เคียง คิดถึงญาติและมิตรที่อยู่กรุงเทพฯ คิดถึงสารจากกองบัญชาการถึง“รู้ธ” ที่ยังอยู่ในกระเป๋าของข้าพเจ้า และคิดถึงยาพิษที่อยู่ในกระเป๋าหน้าอกของข้าพเจ้า ความคิดข้อสุดท้ายนี้เป็นความคิดที่มาหลังสุด ข้าพเจ้าควรจะกลืนยาพิษเข้าไปไหม หรือควรจะยอมให้จับเป็น ให้เขาจับตายเถิด เพราะเหตุว่าความลับที่ข้าพเจ้านำมานั้นมีอยู่มากเหลือเกิน และถ้าถูกจับเป็นไปก็จะทำให้ข้าพเจ้าต้องขายเพื่อน ขายความลับเหล่านั้น แต่อย่าเลย ถูกจับดีกว่า เพราะเหตุว่าเอกสารต่าง ๆ ที่อยู่กับข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าสามารถที่จะป้องกันได้ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้าตายไปเสียจะป้องกันอย่างไร ชีวิตเป็นสิ่งที่มีความสดชื่นและสวยงาม และตราบใดที่มีชีวิต ตราบนั้นก็ยังมีความหวัง ถ้าญี่ปุ่นจะทรมานข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตายเสียเดี๋ยวนี้เห็นจะสบายดีกว่า แต่เห็นแล้วว่าไม่มีญี่ปุ่นในหมู่คนที่จะเข้ามาจับข้าพเจ้าเลย อย่ากระนั้นเลย เมื่อปะเสือก็ต้องยอมสู้ อย่าเลย ให้เขาจับเป็นจะดีกว่า อย่าเพิ่งตาย

และข้าพเจ้าก็ยังคงมีชีวิตอยู่ เมื่อได้ผ่านความคิดเห็นเรื่องความตายมาในสมองแล้ว ข้าพเจ้าก็สามารถที่จะเห็นแง่ขันบางอย่างในขณะที่ข้าพเจ้าถูกจับ คนที่อยู่ข้างหน้าข้าพเจ้ามีปืนพกแต่งเครื่องแบบตำรวจ โดดเข้ามาถึงข้าพเจ้าแบบที่เห็นกันอยู่บนโรงลิเก เขาไม่ได้ร้องเพลงลิเกแต่ร้องเสียงอะไรฟังไม่ออก มีอีกหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ และไม่ยอมออกมาจนกว่าข้าพเจ้าจะยกมือขึ้นแสดงให้เห็นว่าไม่มีอาวุธติดตัวเลย ผู้ที่เข้ามาจับข้าพเจ้าในขั้นแรกมีประมาณ ๕ หรือ ๖ คน แต่ต่อมาสัก ๑ นาทีหลังจากที่ข้าพเจ้ายอมแพ้ เห็นมีประมาณ ๓๐ คน เข้ามัดมือข้าพเจ้าไพล่หลังด้วยผ้าขาวม้า ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาที่ผู้จับข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเขาพูดว่าอย่างไรบ้าง เพราะต่างคนต่างพูดพร้อม ๆ กัน แต่คนที่ใกล้ข้าพเจ้าที่สุดดูเหมือนจะบอกข้าพเจ้าว่า ครอบครัวของข้าพเจ้าเป็นสัตว์ชั้นต่ำ พ่อแม่ข้าพเจ้าคงไม่ได้แต่งงานกัน ข้าพเจ้าเคราะห์ดีที่ยอมแพ้ มิฉะนั้น...ฯลฯ คนที่เข้ามาทีหลังเมื่อได้เห็นแน่ชัดว่า มือของข้าพเจ้าถูกมัดไพล่หลังแล้ว ก็หาความสนุกด้วยการตบตีข้าพเจ้า และถือโอกาสสั่งสอนข้าพเจ้าด้วยถ้อยคำอันหยาบคาย ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวโต้ตอบสักคำเดียว ความจริงข้าพเจ้าตื่นเต้นและอื้อไปหมด เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าพะวงอยู่แต่ในเรื่องปัญหาว่าเพื่อนข้าพเจ้าถูกจับหรือเปล่า ในไม่ช้าก็รู้สึกเบาใจไปบ้าง ที่ไม่เห็น ๒ คนนั้นถูกจับมา ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะได้แบกวิทยุรวมกลุ่มอยู่ และนอกจากนั้นไม่ได้ยินเสียงปืนเลย จึงเป็นที่เบาใจ

ข้าพเจ้าทราบความทีหลังว่า แดงและดีได้ยินเสียงคนมาจับข้าพเจ้า จึงวิ่งหนีไปก่อนที่ใครจะเห็น เขาทั้ง ๒ เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในอีกส่วนหนึ่งของป่าจนกระทั่งถึงเวลากลางคืน และในคืนนั้นได้เดินทางไปยังที่ที่เราได้กำหนดนัดพบกันไว้ ถ้าเผื่อเราคลาดกัน หวังว่าถ้าข้าพเจ้าหนีไปได้ข้าพเจ้าก็คงจะได้ไปคอยอยู่ที่นั่น แต่เมื่อไม่พบข้าพเจ้า เขาก็เดินต่อไปทางภาคเหนือ เข้าไปยังจังหวัดอุทัยธานี และในไม่ช้าก็ถูกจับระหว่างที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ในตลาด เพราะไม่ได้สวมหมวก

ผู้ที่มาจับข้าพเจ้ามีหัวหน้า ๒ คน เป็นปลัดอำเภอประจำตำบล มีพลตำรวจ ๒ คน นอกจากนั้นเป็นชาวนาที่หน้าตารื่นเริงและมีใจกรุณา ท่านเหล่านี้ได้พาข้าพเจ้าออกจากป่าไปยังหมู่บ้านวังน้ำขาว เมื่อจะถึงชายหมู่บ้าน ได้มีผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ที่จับข้าพเจ้าได้มารวมเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนายอำเภอวัดสิงห์ ซึ่งเป็นคนเดียวที่ขี่ม้า ผู้ที่อารักขาข้าพเจ้าอยู่มีจำนวน ๒–๓ ร้อยคน ส่วนมากเป็นชาวนาจากหมู่บ้านต่าง ๆ ใกล้เคียง ในหมู่คนเหล่านั้น ข้าพเจ้าสังเกตจำได้ว่ามีสหายเก่าของเรา ๒–๓ คน คือคนตัดไม้ที่เราได้พบในคืนแรก ข้าพเจ้าทราบความว่า หลังจากที่เขาผละจากเราไปแล้วได้แจ้งความยังอำเภอวัดสิงห์ และทางอำเภอจึงได้เกณฑ์ชาวบ้านออกมาตามจับเรา เขาเข้าใจว่าเรามี ๔ คน และพยายามจะซักถามให้ข้าพเจ้าบอกว่าอีก ๓ คนนั้นหนีไปอยู่ที่ไหน

เมื่อนายอำเภอได้พบข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าได้ถูกนำตัวโดยที่มือไพล่หลังอยู่ตลอดเวลา ไปยังศาลาวัดวังน้ำขาว ณ ที่นั้นเขาล่ามโซ่ข้าพเจ้าไว้ที่เท้า ผูกไว้กับเสากลางศาลา เนื่องจากข้าพเจ้าไม่ได้พยายามต่อสู้หรือหลบหนี เขาก็ยอมให้ข้าพเจ้าไม่ต้องถูกมัดมือ ข้าพเจ้าได้ยินเจ้าหน้าที่ถกเถียงกันอยู่บ้าง และรู้สึกว่าความเห็นของเจ้าหน้าที่เรื่องข้าพเจ้านั้นแตกแยกกันออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ เป็นคนทรยศต่อชาติ พยายามทำลายชาติและฆ่าเพื่อนร่วมชาติด้วยกัน อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกจะเป็นจำนวนเท่า ๆ กับฝ่ายแรก มีความกรุณา และหลังจากที่ข้าพเจ้าได้บอกเขาโดยไม่ได้บอกชื่อของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนของรัฐบาลที่รัฐบาลส่งไปอังกฤษ เขาก็เชื่อข้าพเจ้า และตั้งคำถามข้าพเจ้าหลายข้อด้วยกัน ถึงเรื่องอนาคตและสถานะแห่งสงคราม ในฝ่ายหลังนี้ปลัดอำเภอประจำตำบลคนหนึ่งท่าทางเรียบร้อย มากระซิบกับข้าพเจ้าด้วยถ้อยคำสุภาพ ทำให้เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีจับใจนัก ตรงกันข้ามมีปลัดอำเภอประจำตำบลหนึ่ง ซึ่งมีใจกระด้างได้ตะคอกแก่ชาวบ้านต่าง ๆ ขู่ให้ออกไปห่าง ๆ ข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นกบฏรุนแรง ใจเหี้ยมอำมหิต จะอยู่ต่อไปไม่ได้กี่วันแล้ว ในหมู่ชาวบ้านนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเขามีความเมตตากรุณาทั่ว ๆไป ไม่ใช่เพราะว่า เขารู้เรื่องการเมืองหรือการสงคราม แต่เพราะเหตุว่าน้ำใจอันดีและซื่อตามธรรมชาติของเขา พาให้เขามองข้าพเจ้าเป็นเพื่อนมนุษย์และเป็นเพื่อนมนุษย์ที่กำลังได้ทุกข์อยู่ และถึงแม้จะมีคนที่ไม่แยแสกับอะไรทั้งสิ้น ก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดชัง นอกจากจะอยากรู้อยากเห็น ข้าพเจ้าสังเกตว่า ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านอย่างน้อยก็เลื่อมใสอยู่ข้อหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าได้โดดร่มลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิด ๔ เครื่องยนต์ ซึ่งข้าพเจ้าได้วาดภาพให้เขาดู บอกว่าใหญ่เท่าโบสถ์แต่ไม่สูงเท่า

อาหารกลางวันและอาหารเย็นในวันนั้น ชาวบ้านนำเอามาให้แก่เจ้าหน้าที่และข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ ในตอนบ่ายชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านอื่น ๆ ได้ขึ้นมาบนศาลา มาดูพลร่ม เขานั่งล้อมวงไม่ใกล้ข้าพเจ้านัก เพราะเหตุว่าเจ้าหน้าที่ที่เกลียดชังข้าพเจ้า ไล่ให้เขาออกไปห่าง ๆ อยู่เสมอ และพอตกบ่ายเจ้าหน้าที่บางคนก็ม่อยหลับไป ชาวบ้านจึงได้กระเถิบเข้ามาใกล้เข้าทุกที และเริ่มซักถามข้าพเจ้า ในหมู่ชาวบ้านหน้าซื่อเหล่านี้ มีหญิงผู้หนึ่งอายุค่อนข้างมาก ข้าพเจ้าสังเกตว่าแกนั่งใกล้ข้าพเจ้าอยู่นานถึง ๒ ชั่วโมง ไม่ไปไหนและนั่งเอามือกอดเข่า เมื่อคนที่มาดูข้าพเจ้าค่อยบางตาไปบ้างแล้ว หญิงชราผู้นั้นก็พูดกับข้าพเจ้าเสียงแปร่ง ๆ ว่า พุทโธ่หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า ข้าพเจ้าถามว่า ลูกป้าอยู่ไหน ได้คำตอบว่า ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ ทำให้ข้าพเจ้าตื้นตัน และรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมล้อมอยู่ในศาลานั้น

คืนนั้นข้าพเจ้านอนหลับสนิท เพราะเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ รุ่งขึ้นเวลาสาง ชาวบ้านได้นำเอาเกวียนมารอข้าพเจ้า เพื่อจะนำไปยังอำเภอวัดสิงห์ ข้าพเจ้านั่งมาในเกวียนข้อเท้าล่ามโซ่ติดอยู่กับเกวียนและมีตำรวจ ๒ คนนั่งเกวียนมาด้วย ชาวบ้านประมาณ ๑๒ คนเดินเป็นองครักษ์อยู่ข้าง ๆ เกวียน เกวียนที่ใส่ของสัมภาระของเรารวมทั้งเครื่องวิทยุ ได้ออกเดินทางไปล่วงหน้า ตำรวจในขณะนั้นรู้สึกว่าจะมีจิตใจเป็นมิตรและพยายามที่จะทำให้ข้าพเจ้าได้รับความสบายมากที่สุดที่จะทำได้โดยไม่ขัดกับข้อบังคับ ประมาณ ๗ น. ขบวนของเราหยุดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพื่อรับประทานอาหารเช้า รู้สึกว่าพวกชาวบ้านรู้ตัวจึงคอยเตรียมอาหารไว้ และเห็นจะไม่มีใครในหมู่บ้านที่ไม่มาดูข้าพเจ้า ตำรวจ ๒ คนนั้นหยอกล้อหญิงสาว ถามว่า เมื่อได้เห็นพลร่มแล้วรู้สึกรักบ้างไหม คำตอบไม่เป็นไปในทางปฏิเสธ อาหารนั้นอร่อยมาก มีแกงบะฉ้อปลา ผักและน้ำพริก ชาวบ้านได้เอาเหล้ามาเลี้ยง และตำรวจก็เชิญให้ข้าพเจ้าดื่มด้วย และกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะไม่มีโอกาสลิ้มรสเหล้านั้นอีกเป็นเวลานาน ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกถึงแม้ว่า ๗ นาฬิกาในเวลาเช้า จะเช้าเกินไปสำหรับดื่ม เป็นจริงดังที่ข้าพเจ้าได้คาด มีชาวบ้านหลายคนมาห้อมล้อมเกวียนของข้าพเจ้าและมาคุยด้วย ถามถึงเครื่องบิน การทิ้งระเบิด และสงคราม รู้สึกว่าเขาดีใจที่ได้ยินข้าพเจ้าว่าญี่ปุ่นกำลังจะแพ้และจะเลิกสงครามเร็ว ๆ นี้ และรู้สึกว่าชาวบ้านเหล่านั้นไม่ได้เกลียดชังอะไรข้าพเจ้า ได้ยินบางคนตะโกนว่า อะไรกัน คนไทยเหมือนเรานี่เอง และเมื่อขบวนของข้าพเจ้าออกจากหมู่บ้าน ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงไชโยจากเพื่อนมนุษย์เหล่านั้นหลายครั้ง

เราหยุดรับประทานอาหารกลางวัน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง และข้าพเจ้าได้รับการต้อนรับทำนองเดียวกัน ข้าพเจ้าก็ต้อนรับชาวบ้านเดียวกันกับคราวก่อน คือ ตอบคำถามของพวกเขาในเรื่องต่าง ๆ และรู้สึกว่าพูดได้คล่องกว่าคราวก่อน ก่อนที่เราจะออกเดินทางบ่ายวันนั้น มีชายคนหนึ่งซึ่งกำลังพูดอยู่กับข้าพเจ้า เห็นไม่มีใครมอง เอาว่านชิ้นหนึ่งใส่มือข้าพเจ้าแล้วกระซิบว่า เก็บไว้ให้ดี ไม่เป็นอันตราย ดูที่หน้าผากแล้วเห็นจะทำงานสำเร็จ ทำใจให้ดี ๆ ไว้ ไม่เป็นอะไร

ประมาณ ๑๖ น. เราหยุดที่หมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ใหญ่กว่าหมู่บ้านอื่น ๆ ที่เราได้ผ่านมา ประชาชนที่มาถามข้าพเจ้า มีความรู้มากกว่าพวกก่อน ๆ มีพระสงฆ์อยู่หลายรูป ครู และมีอีกหลายคนที่เคยไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ พอตกเย็นเราก็ถึงวัดสิงห์ และเกวียนก็นำข้าพเจ้าไปยังสถานีตำรวจ เมื่อก่อนจะเข้าเขตอำเภอวัดสิงห์ ตำรวจ ๒ คน ผู้คุมข้าพเจ้าซึ่งเวลานั้นสนิทชิดชอบกันมาก เอาเงินรวมกันได้ ๑๒ บาทส่งให้ข้าพเจ้าและบอกว่า ข้าพเจ้าจะใช้เป็นประโยชน์ได้ใน ๒–๓ วันข้างหน้า ตำรวจทั้ง ๒ นี้ ในวันรุ่งขึ้นได้เอาไข่ต้มมาให้ข้าพเจ้ารับประทานในกรงขัง และบอกว่าอาหารที่ราชการให้ข้าพเจ้า คงจะพอสำหรับทำให้หิวต่อไปอีก

ในทันทีทันใดที่เราได้เดินทางถึงสถานีตำรวจ สภาพการเป็นนักโทษของข้าพเจ้าก็แปรไปเป็นทางการ ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้เข้าไปในกรงขังซึ่งเราเห็นกันอยู่ทุกแห่งตามสถานีตำรวจทั่วราชอาณาจักร กรงนั้นเป็นรูป ๖ ด้าน กว้างยาวประมาณ ๑๐ ฟุต เป็นกรงเหล็กรอบด้าน เว้นแต่ด้านพื้นดิน เมื่อข้าพเจ้าไปถึงมีผู้อาศัยอยู่ในนั้นคนหนึ่งแล้ว เป็นชายรูปร่างกำยำล่ำสันผิวคล้ำ เช่นเดียวกับชาวนาอื่น ๆ ในประเทศ รู้สึกหน้าตาชื่นบาน ยิ้มปากกว้างให้เห็นฟันขาว ชายผู้นั้นยังรู้สึกว่าชื่นบาน ถึงแม้จะถูกกล่าวหาในข้อที่สำคัญ คือเขาได้ทะเลาะกับลูกพี่-ลูกน้องในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง มึนเมาเข้าไป“ชกเข้าไปทีหนึ่ง กระทืบหนึ่งหนที่กลางอก เขาก็ตาย”เพื่อนร่วมกรงของข้าพเจ้าได้ทราบล่วงหน้าว่าข้าพเจ้าถูกจับ และปรากฏว่าเขารู้สึกยินดีในเอกสิทธิ์ที่ได้เห็นพลร่มในระยะใกล้ชิด และได้มีการสนทนาปราศรัยในทำนองเดียวกันกับที่เคยได้เป็นมา หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง มีนักโทษคนที่ ๓ ถูกจับมา คนนี้เป็นชายชาวกรุงเทพฯ ถูกจับด้วยข้อหาว่าพยายามทำจารกรรม ชายผู้นี้ได้มาถึงวัดสิงห์เมื่อ ๓–๔ วันก่อน ตั้งใจจะมาหาแร่ในบริเวณวังน้ำขาว ซึ่งเป็นหมู่บ้านเดียวกับที่เรากระโดดร่มลงมา เขาพยายามหาคนงานหาเกวียนจะเดินทางไปสำรวจแร่ พอดีตำรวจทราบเรื่องก็เลยสงสัยว่าคงจะเกี่ยวกับพลร่ม ผู้ต้องหารายนี้ได้คัดค้านอย่างมากแต่ไม่เป็นผล และใครจะมารู้ดีไปกว่าข้าพเจ้าว่าชายผู้นี้ไม่มีความผิดเลย ในกาลต่อมา ข้าพเจ้าพบชายผู้นี้อีกหลายครั้ง ที่กองตำรวจสันติบาลในกรุงเทพฯ เป็นเวลานาน ๔ เดือน หลังจากที่เขาถูกจับ เพราะเหตุว่าชายผู้นี้ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้เลยเป็นเวลานาน แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานประกอบแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

ในเวลาเย็นและค่ำวันนั้น ชาวบ้านอำเภอวัดสิงห์ก็เข้ามารวมอยู่ในสถานีตำรวจเพื่อดูหน้าพลร่ม ตำรวจแสดงว่าพยายามจะห้ามไม่ให้เข้ามา แต่เนื่องจากตำรวจก็อยากอนุญาตให้ญาติมิตรของตนและญาติมิตรของเพื่อนฝูงของตนได้เข้ามาชมสิ่งประหลาดด้วย ในไม่ช้าสถานีตำรวจนั้นก็เต็มไปด้วยราษฎรผู้อยากรู้อยากเห็นของอำเภอวัดสิงห์ ผู้เยี่ยมเยียนเราเหล่านี้มิได้ระงับปากเสียงเกี่ยวกับพลร่มเลย บางคนก็รู้สึกเกลียดชังโกรธแค้น แต่บางคนก็เมตตา ผู้ต้องหาเคยฆ่าคนตายกับข้าพเจ้ารู้สึกสนุกบ้าง ในการที่มีคนมาดู แต่นักหาแร่ของเราไม่สามารถจะกลั้นความทุกข์ร้อนของตนได้ นักค้นแร่นี้เป็นคนเดียวที่บริสุทธิ์ ไม่มีความผิด ส่วนเราทั้ง ๒ คนนั้นถูกจับในขณะกระทำผิด ราษฎรบางคนดูไม่เข้าใจว่าคนใดใน ๓ คนนี้เป็นพลร่ม และเมื่อเขาถามอย่างดัง ๆ ข้าพเจ้าก็เลยชี้ว่า นักโทษฆ่าคนตายเป็นพลร่ม นักโทษฆ่าคนตายก็ชี้นักค้นแร่ว่าเป็นพลร่ม แต่นักค้นแร่ไม่พูดว่ากระไร นั่งหน้าเศร้าอยู่ ต่อวันรุ่งขึ้นจึงเริ่มพูดจาวิสาสะบ้าง แต่พูดอยู่กับพวกเราเท่านั้น ไม่พูดกับคนอื่น เผอิญแกเป็นคนเรียนทางหมอดู แกเลยดูลายมือของข้าพเจ้า แล้วบอกว่าชะตายังไม่ถึงฆาต ส่วนเส้นลาภในมือนั้นปรากฏชัด สำหรับชะตาของแกนั้นไม่สู้ดี

ในบ่ายวันรุ่งนี้ ข้าหลวงประจำจังหวัดชัยนาทได้เดินทางมาถึงพร้อมด้วยครอบครัว และมีกำกับการตำรวจกับผู้พิพากษามาด้วย และต่อจากนั้นอีก ๑ ชั่วโมง เราทั้ง ๓ คนก็ออกเดินทางไปกับข้าราชการผู้ใหญ่เหล่านั้น เพื่อไปสู่ชัยนาท ระหว่างทางตั้งแต่สถานีตำรวจจนถึงท่าเรือยนต์ ทั้ง ๓ คนถูกล่ามโซ่ติดกันเป็นพวง(นักค้นแร่ดูเหมือนจะเป็นคนหน้าบางสักหน่อย) ท่านข้าหลวงประจำจังหวัดรู้สึกกระดากที่ต้องเอาโซ่มาล่ามข้าพเจ้า ผู้ซึ่งเป็นนักเรียนที่รัฐบาลส่งไปเรียนเมืองนอก จึงได้มาบอกข้าพเจ้าล่วงหน้าก่อนเดินทาง“หวังว่าจะไม่รังเกียจ”ตลอดทางที่ไปสู่ท่าเรือยนต์ ประชาชนพากันออกมาดูนักโทษเป็นครั้งสุดท้าย เฉพาะอย่างยิ่งนักโทษพลร่ม มีบางคนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นนักเรียนกฎหมาย ได้เข้ามาดูข้าพเจ้าเมื่อวันก่อน และเมื่อข้าพเจ้าผ่านหน้าเขา เขาก็โบกมือต้อนรับ

ที่จังหวัดชัยนาท ข้าพเจ้าถูกแยกตัวจากเพื่อนนักโทษ นำตัวข้าพเจ้าไปจวนข้าหลวงอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ระหว่างนั้น ข้าพเจ้าขออนุญาตอาบน้ำ ท่านข้าหลวงก็อนุญาตโดยให้สัญญาว่าจะไม่พยายามหลบหนี ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสโกนหนวดเคราโดยใช้มีดโกนของข้าพเจ้ายี่ห้อRoll Razor (เวลาจะลับมีดโกนชนิดนี้มีเสียงดังคล้ายจุดประทัด)ในทันใดนั้นประตูห้องน้ำก็ถูกผลักดันเปิดออก และมีคนวิ่งเข้ามา เขาว่าเขาได้ยินเสียงปืนกล ความจริงไม่ใช่อื่นเลย เสียงข้าพเจ้าลับมีดโกนนั่นเอง หลังจากอาบน้ำแล้ว ข้าพเจ้าได้รับประทานอาหารเอร็ดอร่อย ครั้นแล้วผู้กำกับการตำรวจมาถึง พร้อมด้วยอัยการจังหวัด เพื่อจะสอบสวนไปในชั้นแรก ข้าพเจ้าได้ให้ชื่อข้าพเจ้าในครั้งนั้นและความประสงค์อันแท้จริงที่เข้ามาทำราชการ แต่มิได้บอกว่าเพื่อนของข้าพเจ้ามีอยู่อีกกี่คนในกองทัพอังกฤษ และแน่นอนข้อความลับทั้งมวล ข้าพเจ้าก็ไม่เปิดเผย ผู้ซักถามข้าพเจ้าในครั้งนั้นก็ถามอย่างอ่อนโยน แต่เมื่อมาถึงปัญหาที่สำคัญ ๆ และข้าพเจ้าดื้อดึงไม่ยอมตอบ ก็รู้สึกชักเคือง ๆ แต่ก็หาได้กระทำการอย่างใดกับข้าพเจ้าไม่ เวลา ๒๒.๐๐ น. ค่ำวันนั้น เป็นอันว่าการสอบสวนชั้นแรกนี้ได้เสร็จสิ้นลง และข้าพเจ้าได้ถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจในจังหวัดนั้น เพื่อขังไว้หนึ่งคืน

เมื่อข้าพเจ้าไปถึงสถานีตำรวจ มีเพื่อนร่วมกรงอยู่แล้วประมาณ ๑๒ คน ในนั้นมีหลายคนที่รู้สึกว่ามีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี เขากำลังนอนกัน และพื้นของกรงขังก็พอดี ๆ กับจำนวนคนอยู่แล้ว เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปเพิ่มอีกคนหนึ่งก็ต้องมีคนใดคนหนึ่งปีนขึ้นไปอยู่ยอดกรง เพื่อนร่วมกรงทุกคนลงความเห็นว่า ควรจะให้เด็กคนหนึ่งขึ้นไปเสียชั้นบน แม้ว่าข้าพเจ้าจะขอขึ้นไปเอง ภายหลังข้าพเจ้าจึงทราบว่า ทำไมเขาถึงยัดเยียดให้คนนั้นขึ้นไปเสียชั้นบน ไม่มีใครอยากจะให้แกเข้าใกล้เพราะแกเป็นโรคผิวหนัง ข้าพเจ้าไปนอนแทนที่แก และตัวแกก็ขึ้นไปอยู่ชั้นบนตรงศีรษะข้าพเจ้าพอดี เด็กคนนี้เกาตลอดคืนและมีสะเก็ดหล่นลงมาบนตัวข้าพเจ้า คืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับ เพราะเหตุที่เด็กเกาหนวกหู กับมีตัวเรือด มียุง มีมด และถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะสวมเสื้อผ้าคลุมกายได้ทั้งตัว แต่ศีรษะจนถึงเท้า ก็ไม่ช่วยอะไรได้มากนัก

เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าถูกย้ายไปอยู่ที่เรือนจำจังหวัดชัยนาท มีแพทย์เป็นผู้ควบคุม แพทย์นี้ก็เป็นนักโทษนั่นเอง โทษฐานฆ่าคนตาย ต้องจำคุกตลอดชีวิต แต่เนื่องด้วยมีการพระราชทานอภัยโทษ(งานเฉลิมพระชนมพรรษา งานขึ้นปีใหม่ ฯลฯ) จึงใกล้กำหนดที่จะปลด-ปล่อยออกไป และเนื่องจากแกเป็นคนที่มีความประพฤติดีและมีความรู้ทางหมออยู่บ้าง จึงได้เป็นผู้รับผิดชอบใน“โรงพยาบาลของเรือนจำ” โรงพยาบาลนี้จะว่าเป็นโรงพยาบาลก็ไม่ได้ เพราะไม่เห็นมียา ส่วนคนไข้ก็นอนอยู่บนพื้น คอยให้ธรรมชาติบำบัดไข้หรือบั่นทอนชีวิตไป คนไข้ส่วนมากเป็นไข้จับสั่น หมอนั่นเป็นคนที่มีนิสัยดี แต่ทำอะไรให้คนไข้ไม่ได้ นักโทษบางคนถูกตีตรวนที่ข้อเท้า พวกนี้เป็นพวกที่ได้รับโทษอย่างหนัก และเพิ่งเข้ามารับโทษ ถ้าอยู่นานสักหน่อยและแสดงตนว่ามีความประพฤติดีก็ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องตีตรวน มีอยู่หลายคนได้รับอนุญาตให้ไปทำงานทำถนนที่นอกเรือนจำ นักโทษที่ดีที่สุดได้รับการยกเว้น ไม่ต้องทำงานอะไรเลย และได้รับอนุญาตให้ออกไปเที่ยวในเมืองได้ในเวลากลางวัน แต่ต้องกลับมานอนในเรือนจำ มีบางคนที่หัดอ่านและเขียนหนังสือในเรือนจำ และบางคนก็หัดทำการจักสานและงานฝีมืออย่างอื่น มีเรือนหนึ่งพิเศษสำหรับผู้หญิงซึ่งผู้ชายเข้าไม่ได้ และมีบางคนบอกข้าพเจ้าว่านักโทษหญิงกับนักโทษชายบางคน เมื่อออกไปแล้วก็ไปแต่งงานกันก็มี นักโทษเหล่านั้นรับประทานข้าวแดงและแกงที่มีแต่ผัก วันละ ๒ ครั้ง นักโทษที่มีความประพฤติดี อาจจะไปจับปลามาได้แล้วเอาต้มเอาเอง มีบางคนที่ทางบ้านส่งเสียอาหารให้ก็มี ข้าวแดงนั้นฝืดคอเกินไปสำหรับคนใหม่อย่างข้าพเจ้า และถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะพยายามกลืนแบบเดียวกับคนอื่น ก็ยังรู้สึกว่าต้องการน้ำแกงมากมายที่จะช่วยให้ผ่านลำคอลงไปได้ ในเวลานี้เอง ที่เงิน ๑๒ บาท ที่ตำรวจได้ให้ไว้ ได้มีประโยชน์ เพราะข้าพเจ้าใช้ซื้อขนมรับประทาน และพัสดีเรือนจำก็ยังมีเมตตา คือ ส่งข้าวขาวมาให้ข้าพเจ้าพร้อมด้วยไข่และแกงได้รับประทานทุกมื้อ อาหารเหล่านั้นข้าพเจ้าแบ่งรับประทานรวมกับหมอ และนักโทษอื่น ๆ ซึ่งเป็นผู้ช่วยหมอ

ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าข้าพเจ้าอยู่เรือนจำนั้นกี่วัน อาจจะเป็นระหว่าง ๓ วันกับ ๑ สัปดาห์ เช้าวันหนึ่งข้าพเจ้าถูกเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจ เข้ากรงขังที่ข้าพเจ้าเคยเข้ามาแล้ว และในราว ๑๑.๐๐ น. วันเดียวกันนั้น ข้าพเจ้าก็ขึ้นเรือยนต์เดินทางมาสู่กรุงเทพฯ มีผู้กำกับการตำรวจควบคุมมา ในเรือนั้นมีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ถูกล่ามโซ่อยู่กับข้าพเจ้า เขาเคยเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลโรคจิตที่ปากคลองสาน แต่ได้หลบหนีไป และในระหว่างหลบหนีไปนั้นได้ไปฆ่าพระสงฆ์รูปหนึ่งตาย เขาบอกข้าพเจ้าว่าไม่บ้าหรอก และข้าพเจ้าก็มองไม่เห็นอาการเป็นบ้าอย่างใดเลย ข้าพเจ้าอยากทราบว่า เรื่องของเขาเป็นอย่างไรในเวลาต่อไป

ผู้กำกับการตำรวจผู้ควบคุมข้าพเจ้า ชอบนำตัวข้าพเจ้าแสดงแก่เพื่อนของท่านเป็นจำนวนมาก ตลอดทางในเวลากลางคืน ข้าพเจ้าก็ถูกนำตัวขึ้นจากเรือไปขังไว้ที่สถานีตำรวจ(เพื่อนร่วมกรงขังของข้าพเจ้าทุกแห่งมีเรื่องแปลก ๆ น่าสนใจ แต่น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าไม่สามารถจะนำเล่าให้ฟังในที่นี้ เพราะจะทำให้ยืดยาวจนเกินไปนัก) ในเช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้ารับประทานข้าวต้มเป็นแขกของข้าหลวงประจำจังหวัดอ่างทอง ท่านผู้นี้กล่าวว่า เราก็เหมือนเล่นงิ้ว เรารบกันสักหน่อย แล้วพอเลิกรบก็มากินข้าวต้มกัน ในคืนวันสุดท้าย ข้าพเจ้านอนอยู่สถานีตำรวจนนทบุรี และในวันรุ่งขึ้นก็ออกมายังกรุงเทพฯ

ตั้งแต่แรกมาจนถึงบัดนี้ ไม่ว่าข้าพเจ้าจะถูกนำตัวไป ณ ที่ใด มักจะมีคนได้ยินเรื่องข้าพเจ้า และออกมาดูพลร่ม แต่ที่กรุงเทพฯ รู้สึกว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเรือตำรวจเล็ก ๆ ซึ่งนำตัวข้าเพจ้ามา และเมื่อข้าพเจ้าขึ้นบกที่ท่าช้าง ซึ่งห่างจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่กี่ก้าว ข้าพเจ้ามองหาใครที่รู้จักสักคนหนึ่งก็ไม่มี เมื่อรออยู่ที่ท่าน้ำสัก ๒ ชั่วโมง ก็มีรถตำรวจมารับ และนำข้าพเจ้าไปกองตำรวจสันติบาล ณ ที่นั้นข้าพเจ้าทราบว่า“แดง” และ“ดี”ได้มาถึงเมื่อวันก่อน และในไม่ช้าข้าพเจ้าก็ได้พบเพื่อนทั้ง ๒ คนนี้ และได้คุยกันในเวลารับประทานอาหารกลางวัน

ในไม่ช้าจำนวน“นักโทษสงคราม”ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนหน้าพวกเรา ๓ คนนั้น มีคนจีน ๒ คนพูดไทยได้ ซึ่งเป็นผู้ที่รอดตายจากคณะซึ่งโดดลงที่นครปฐม(ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในตอนต้น เพื่อนของเขา ๑ คน ถูกฆ่าตาย และอีกคนหนึ่งหลบหนีไปได้) หลังจากข้างขึ้นเดือนต่อไปAppreciation ที่ ๒(เค็ง ขำ และกร) ก็ได้มาถึงโดยสวัสดิภาพ(คือถูกจับมาเหมือนกับพวกเรา)ต่อมามีจีนอีก ๒ คน ผู้รอดตายมาจากจำนวน ๕ คน ซึ่งขึ้นบกจากเรือใต้น้ำทางภาคใต้ของประเทศไทย ต่อจากนั้นไปคนไทยจากอเมริกาก็ถูกจับมาเรื่อย ๆ คราวละ ๒ คน ๑ คน และ ๕ คน ตามลำดับเวลา คนไทยจากอเมริกานี้ บางคนเดินทางบกจากยูนนาน บางคนเข้ามาทางเรือบินทะเลจากโคลอม-โบ มีนักเรียนไทย ๒ คนจากอเมริกาถูกฆาตกรรมหลังจากที่ได้ถูกจับในภาคอีสาน[11]พวกเรา“ช้างเผือก” ๖ คนรู้สึกขอบคุณในโชคชะตาที่ไม่ได้เสียชีวิตเลย เนื่องจากจำนวนนักโทษเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น เราจึงถูกย้ายจากกรงขังที่ตึกสันติบาล ออกมาอยู่บ้านพักตำรวจภายในบริเวณสันติบาลนั้น ต่อมามีพวกเราจากอังกฤษเข้ามาอีก ๒ คน ไม่ได้ถูกจับ แต่เข้ามาอาศัยอยู่กับพวกเรา คือ นายสวัสดิ์ ศรีสุข(เรเวน) กับนายจุ้นเคง รินทกุล(พงศ์) ในตอนสุดท้าย เราได้รับอนุญาตให้เดินเล่นได้ในบริเวณของกองตำรวจสันติบาลและได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงมากขึ้น ทำให้พวกเราสามารถอยู่ดีกินดีขึ้น จนกลายเป็นเจ้าจำนำของร้านค้าในกองตำรวจสันติบาล(ในระหว่างนี้พวกเราได้ถูกญี่ปุ่นสอบสวนโดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยร่วมคุ้มครองพวกเราด้วย เรื่องการสอบสวนนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือ อุโฆษสาร[12]ี ๒๔๙๕ ชื่อเรื่องว่า“มุสาวาทาเวรมณี” จึงขอระงับไม่นำมากล่าว)๑๑

การที่เราจะติดต่อทางวิทยุกับกองบัญชาการในอินเดียได้นั้น ได้อาศัยความช่วยเหลือจากเสรีไทยผู้ใหญ่และผู้น้อยภายในประเทศเป็นอันมาก บางคนยอมสละ ถึงกับให้ใช้บ้านเป็นสถานีวิทยุ เวลากลางวันพวกเราอยู่ในสันติบาลในฐานเป็นนักโทษ ใช้เวลาอ่านหนังสือตำรวจบ้าง หนังสืออ่านเล่นบ้าง เลี้ยงปลากัดบ้าง(เด็ก ๆ ลูกตำรวจชอบ) เตะตะกร้อบ้าง(ผู้ใหญ่ตำรวจบางคนชอบ)ขุดคูทำสุขาภิบาลในเขตบ้านบ้าง อะไรเหล่านี้ เพื่อไม่ให้มีพิรุธว่าในเวลากลางคืนพวกเราออกไปส่งวิทยุได้

แต่การติดต่อวิทยุนั้น ลำบากยากแสน เพราะเหตุว่ากอง-บัญชาการเข้าใจว่าเราถูกจับไปแล้ว จึงไม่ติดต่อมาตามกำหนดนัดหมาย เราพยายามอยู่เป็นเวลาหลายเดือน ผลสุดท้ายจึงได้ส่งคนถือหนังสือไปทางบก ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทหารอังกฤษที่จุงกิง และอีกด้านหนึ่งเราก็ใช้วิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการแต่งบทความสนทนาที่มีความนัย อ้างถึงชื่อปลอมของพวกเรา(ซึ่งไม่มีใครรู้ในประเทศไทย)และขอร้องให้พวกเรา“ช้างเผือก” ในอินเดียคอยฟังวิทยุทุกคืนแต่ไม่มีผล นักวิทยุกลับมารายงานเป็นประจำว่าไม่ได้ยินเสียงจากอินเดีย จนกระทั่งต้นเดือนกันยายน เมื่อหนังสือที่ส่งออกไปทางบกประกอบกับข้อความสนทนา ที่ส่งโดยวิทยุกรมโฆษณาการได้ถึงหูพวกเราในอินเดีย ทางอินเดียจึงได้เริ่มติดต่อมา ในคืนวันที่ติดต่อนั้น พวกเรานอนไม่หลับ เพราะปลื้มปีติยินดีเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

ด้วยความช่วยเหลือของผู้ใหญ่ในประเทศไทย หลังจากนั้นงานของเสรีไทยจากอังกฤษ ก็เป็นไปโดยง่ายดายและปลอดภัย เราได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจทั่วประเทศ และหลังจากนั้นทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศก็ได้ร่วมมืออย่างแข็งขัน ตั้งแต่ชั้นนายพลลงจนถึงชั้นพลทหาร ตั้งแต่ชั้นรัฐมนตรีลงมาจนถึงราษฎรสามัญ ในราวเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๘ ขบวนการเสรีไทยได้เจริญเติบโตขึ้น จนกระทั่งเมื่อข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ลาไปพักผ่อนที่อินเดียและอังกฤษ ข้าพเจ้าก็สามารถออกเดินทางด้วยเครื่องบินคาตาลินาจากหัวหิน และกลับด้[13]ยเครื่องบินดาโกต้า บินลงที่สนามบินของกองทัพอากาศไทยในภาคอีสาน คณะ“ช้างเผือก” และคณะเสรีไทยจากอเมริกา(ซึ่งมีจำนวนมากกว่าพวกเรา และทำงานได้รวดเร็วกว่าพวกเรา) ก็ได้เริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๔๘๗ เป็นต้นมา และเนื่องจากได้มีสถานีวิทยุติดต่อกับอินเดียเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมาก งานของคณะAppreciation ก็มีความสำคัญน้อยลงทุกที จนกระทั่งเห็นว่าเราควรจะแยกกันไปทำงานที่อื่น พงศ์กับเรเวนได้ออกไปทำงานพิเศษก่อนหน้านั้นแล้ว ต่อมาในเดือนเมษายน ๒๔๘๘ กรกับขำก็ลงไปยะลา หลังจากนั้น ดีกับเค็งก็ปฏิบัติงานอีกแห่งหนึ่งในภาคใต้ ในกรุงเทพฯ มีแต่แดงกับข้าพเจ้าเหลืออยู่ ไม่สู้จะได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะนัก จนกระทั่งเสร็จสงคราม

. ปัจฉิมบท และบทขยา[14]ความ

ข้อความในตอนที่ ๓ ข้างต้นนั้น ข้าพเจ้าได้เขียนไว้นานแล้ว และในขณะนั้นได้พยายามเขียนให้ได้ความชัดเจนพอสมควร แต่จะเขียนมากนักไม่ได้ เพราะเหตุหลายประการ บัดนี้ถึงโอกาสที่ควรจะขยายความเพิ่มขึ้นบ้าง(แต่ก็ยังไม่สามารถกระทำได้ทั้งหมด) ประกอบกับที่บทความนี้จะนำไปใช้เป็นผนวกของหนังสือประวัติการณ์ที่อาจารย์ดิเรก ชัยนาม เรียบเรียงขึ้น จึงขอบรรยายเพิ่มเติมไว้บางข้อที่เกี่ยวพันกับหนังสือของอาจารย์ดิเรก ชัยนามนั้น

 

. เหตุใดข้าพเจ้าจึงถูกเลือกให้เข้ามาติดต่อกับขบวนเสรีไทยเป็นคนแรกคำตอบสั้น ๆ ก็คือ เพราะขบวนเสรีไทยในประเทศไทยนั้น เจ้าหน้าที่อังกฤษทราบดีว่ามีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า และมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองมีส่วนสำคัญอยู่มากในขบวนการนั้น ข้าพเจ้าเป็นธรรมศาสตร์บัณฑิตผู้หนึ่ง และเคยทำงานใน ม.ธ.ก. อยู่หลายเดือน แม้ขณะนั้นจะไม่คุ้นเคยกับผู้ประศาสน์การ(นายปรีดี) เป็นส่วนตัว ก็มีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ดั่งนี้

(ก) ข้าพเจ้าสำเร็จได้ปริญญา ธ.บ.เมื่อมิถุนายน ๒๔๗๙ ซึ่งเป็นบัณฑิตรุ่นแรกในหมู่นักศึกษาที่เริ่มเรียนตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗ แรกตั้ง ม.ธ.ก. บัณฑิตรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีการอบรมในมห[15]วิทยาลัยก่อนรับปริญญา พอจะได้คุ้นเคยวิสาสะกับคณาจารย์อยู่บ้าง

(ข) เมื่อ[16]้าพเจ้าสอบไล่ได้ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยลอนดอนนั้น ทางมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยอาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์ ได้ทราบถึงคะแนนและผลที่สอบได้เกียรตินิยม ได้นำความเสนอผู้ประศาสน์การ และผู้ประศาสน์การได้มีโทรเลขแสดงความยินดี ทั้งในฐานะผู้ประศาสน์การและฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เจ้าสังกัด

ฉะนั้นสรุปความแล้ว หากข้าพเจ้าสามารถเล็ดลอดเข้ามาพบกับหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ ก็คงจะเป็นการสะดวกที่จะให้ความไว้วางใจและเชื่อถือในด้านขบวนการภายใน ไม่ต้องสอบสวนยืดยาว หรือเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย

แท้จริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อข้าพเจ้าและพวกถูกจับกุมมาอยู่ที่กองตำรวจสันติบาล นายตำรวจผู้ควบคุมข้าพเจ้า คือ ร้อยตำรวจเอก โพยม จันทรัคคะ ธ.บ. (ปัจจุบัน พันตำรวจเอก) และก่อนที่อธิบดีกรมตำรวจ(พลตำรวจเอก อดุล อดุลเดชจรัส)จะอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุ(ที่พระที่นั่งอุดรฯ)ติดต่อได้กับฐานทัพในอินเดีย คุณโพยมก็ได้เสี่ยงอันตราย แอบเอาเครื่องวิทยุไปตั้งทดลองส่งที่บ้านของตน ทั้งนี้โดยติดต่อกับอาจารย์วิจิตร ลุลิตานนท์(เลขาธิการ ม.ธ.ก. ขณะนั้น) และอาจารย์วิจิตรเป็นสื่อ ติดต่อกับอาจารย์ปรีดีอีกชั้นหนึ่ง คุณโพยมได้ลอบนำข้าพเจ้าไปพบอาจารย์ปรีดีเป็นครั้งแรกที่บ้านอาจารย์วิจิตรที่บางเขน เพื่อเสนอสารจากผู้บัญชาการสูงสุดของสหประชาชาติ(ลอร์ดหลุยส์ เมานต์แบตเตน) ต่อหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ในระหว่างที่ลักลอบกระทำการโดยไม่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมตำรวจนั้น เพื่อน ๆ ของข้าพเจ้าได้สามารถติดต่อทางวิทยุกับอินเดียเป็นผลสำเร็จ ได้สามารถรับเอาคุณประเสริฐ ปทุมานนท์ และคุณกฤษณ์ โตษยานนท์ มาลงร่มที่ใกล้หัวหิน และได้ติดต่อสัมพันธ์กับหัวหน้าเสรีไทยผู้อื่นเป็นครั้งคราว รวมทั้งอาจารย์ดิเรก ชัยนามด้วย

การลอบพบปะกับผู้ใหญ่ในครั้งนั้น กระทำในเวลากลางคืน(เว้นแต่การนัดพบกันที่บ้านอาจารย์วิจิตรที่บางเขนนั้น เป็นเวลากลางวัน)ข้าพเจ้ามักจะ“แว้บ” จากที่พักในกองตำรวจสันติบาล มาเดินเล่นที่ถนนสนามม้า แล้วเผอิญคุณโพยมขับรถผ่านมาเป็นเวลาที่ผู้อื่นมองไม่เห็นและไม่สังเกต ข้าพเจ้าและเพื่อนเชลยสงครามเข้าไปนั่งปร๋อในรถแล้ว คุณโพยมพาขับไปยังที่นัดหมายต่าง ๆ แล้วถ่ายรถ จำได้ว่าพบอาจารย์ดิเรกครั้งแรกก็เป็นวิธีนี้ ขากลับก็มีการถ่ายรถอีกในที่นัดหมาย กว่าจะได้เข้านอนก็สาง ๆ หรือระหว่าง“หวอ” คือสัญญาณเครื่องบินมาโจมตี ยิ่งต่อมา ท่านอธิบดีกรมตำรวจให้พบท่านหลังเที่ยงคืนทุกครั้ง บางครั้งเริ่มพบท่านเวลา ๓ นาฬิกา และท่านมักจะพาไปเดินคุยในบริเวณพระบรมรูปทางม้าบ้าง ในบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบ้าง เมื่ออธิบดีกรมตำรวจอนุญาตให้ติดต่อทางวิทยุได้นั้น การติดต่อทางลับของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นจึงสามารถแสดงสมรรถภาพให้ท่านได้เห็นว่าติดต่อได้รวดเร็วมาก พลร่มรุ่นแรกที่ท่านอธิบดีกรมตำรวจสั่งให้รับเป็นทางการได้คือ นายเสนาะ นิลกำแหง นายประโพธ เปาโรหิต และนายเทพ เสมถิติ รับลงที่บนภูกระดึง พลร่มรุ่นหลัง ๆ ยิ่งได้รับสะดวกยิ่งขึ้น เพราะขบวนการเสรีไทย รวมทั้งคุณโพยม ไม่ต้องปฏิบัติการเป็นความลับถึง ๒ ชั้น คือ นอกจากจะปิดญี่ปุ่นและคนอื่น ๆ แล้ว ยังต้องปิดท่านอธิบดีและตำรวจอื่น ๆ ด้วย และความร่วมมือของอธิบดีกรมตำรวจ ทำให้การปฏิบัติงานของพวกเราทั้งหลายสะดวกขึ้นหลายประการ เพราะตำรวจเป็นใจด้วย และตำรวจมีกำลังอยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้ว่าญี่ปุ่นจะพบพวกเราที่เป็นนายทหารฝรั่งมากับตำรวจ ก็เตรียมกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเล่านิยายว่าตำรวจไทยจับเชลยได้

 

. เหตุใดข้าพเจ้าจึงได้รับอนุญาตให้ลาพักผ่อนที่อินเดียและอังกฤษข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ไปจากกรุงเทพฯ ได้ เมื่อมิถุนายน ๒๔๘๘ เพราะ(ก) ทางกองบัญชาการอังกฤษใคร่จะให้ข้าพเจ้าไปรายงานตัวด้วยวาจา(ข) ข้าพเจ้าอยากไปอังกฤษ และเมื่อได้ทำความดีความชอบถึงขนาด กองบัญชาการก็อนุญาตให้ข้าพเจ้าไปพักผ่อนที่อังกฤษได้ เพื่อเยี่ยมคู่รักของข้าพเจ้าที่นั่น

ประโยชน์ที่อาจารย์ปรีดีใคร่จะให้ข้าพเจ้าไปทำที่อังกฤษนั้น ก็คือ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง อาจารย์ปรีดีต้องการให้ข้าพเจ้าไปขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษยอมรับรองขบวนการเสรีไทยเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย ทำนองเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้รับรองแล้ว และให้ข้าพเจ้าไปขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษปลดปล่อยเงินสำรองเงินตราที่เราฝากไว้ที่อังกฤษ และซึ่งถูกกักกันอยู่ทั้งมวล ในการนี้อาจารย์ปรีดีบอกข้าพเจ้า ให้พยายามติดต่อกับนายแอนโตนี อีเดน รัฐมนตรีต่างประเทศขณะนั้น แต่ข้าพเจ้าเรียนปฏิเสธอย่างแข็งขันว่าข้าพเจ้าไม่รู้จักอีเดน และการไปอังกฤษเพียงไม่กี่วัน จะพบอีเดนนั้นเหลือวิสัย อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะพยายามหาช่องทางที่ดีที่สุดที่จะเจรจากับใครคนใดคนหนึ่งในเรื่องนี้

ขณะนั้นปรากฏว่า สงครามทางยุโรปยุติแล้ว และอังกฤษกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป จากคำเล่าลือในกองทหารทั้งหลาย ข้าพเจ้าคะเนว่าพรรคกรรมกรของอังกฤษคงจะชนะเลือกตั้ง เผอิญประธานพรรคกรรมกรในขณะนั้น คือ ศาสตราจารย์ลัสกี้แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยเป็นการส่วนตัวกับลัสกี้ เพราะท่านเป็นหัวหน้าวิชารัฐศาสตร์ ข้าพเจ้าเรียนทางเศรษฐศาสตร์ เคยแต่เข้าฟังบรรยายของท่าน แต่ก็คิดว่าคงจะเข้าหาท่านง่ายกว่าเข้าหาอีเดน และอีกประการหนึ่ง ถ้าพรรคกรรมกรจะชนะเลือกตั้งแล้ว การติดต่อกับอีเดนก็ไม่มีความหมาย ฉะนั้นจึงตัดสินใจบันทึกข้อความถึงลัสกี้ ขอพบท่าน ท่านก็ดีใจหาย อนุญาตให้พบที่บ้านท่าน ข้าพเจ้าแต่งตัวใส่เครื่องแบบพันตรีอังกฤษเข้าไปพบลัสกี้ เพื่อแสดงว่าข้าพเจ้าเอาชีวิตเข้าแลกกับเรื่องนี้แล้ว โดยร่วมรบกับอังกฤษ แต่ข้อนี้ซาบซึ้งใจของศาสตราจารย์ลัสกี้เพียงใด ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่า เมื่อข้าพเจ้าได้อธิบายเรื่องความต้องการของขบวนการเสรีไทยแล้ว ศาสตราจารย์ลัสกี้ได้บอกว่าท่านจะพยายามช่วย แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง เงื่อนไขข้อนี้ท่านใช้เวลาอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังถึงกว่า ๑ ชั่วโมง สรุปความว่าท่านจะช่วยไทย แต่ไม่ต้องการช่วยไทยประเภทที่ถืออำนาจหรือมีทรัพย์สินส่วนตัวมากมาย ท่านต้องการช่วยตาสีตาสา(common people) มากกว่า และเวลากว่า ๑ ชั่วโมงนั้น ท่านใช้เทศนาให้ฟังว่า ควรจะช่วยตาสีตาสาทำไม

การติดต่อกับลัสกี้นี้ไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง เพราะรัฐบาลกรรมกรของอังกฤษยังคงดำเนินนโยบายถือไทยเป็นศัตรูแบบเดิม แต่อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ลัสกี้ก็ได้กระทำตามที่ท่านพูดคือ ท่านพยายามเขียนบันทึกถึงนายเบวิน รัฐมนตรีต่างประเทศหลายครั้ง ตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง ปรากฏจากปากคำของเพื่อน ๆ ที่อยู่กระทรวงต่างประเทศอังกฤษว่า บันทึกของลัสกี้นี้ได้รับพิจารณาจากเบวินอย่างเต็ม[17]ี่ แสดงว่าแม้มิได้ผลจริง ๆ ลัสกี้ก็ได้พยายามช่วยไทยโดยแข็งขัน

 

. การไปเจรจาที่แคนดีหลังการยอมแพ้ของญี่ปุ่นเมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้แล้ว ข้าพเจ้าได้ถูกส่งไปกับคณะผู้แทนไทยยังแคนดี ๒ ครั้ง ทั้ง ๒ ครั้งได้ถูกกำชับให้แต่งเครื่องแบบพันตรีอังกฤษ มิให้บกพร่อง เพราะการเจรจากับอังกฤษนั้นเป็นเรื่องสำคัญ อังกฤษไม่ยอมไทยง่าย ๆ อย่างสหรัฐฯ

ครั้งแรกข้าพเจ้าเดินทางไปในคณะของ พลเอก หลวงเสนาณรงค์ เป็นคณะผู้แทนไทยฝ่ายทหาร พลเอก หลวงเสนาณรงค์ เป็นหัวหน้าคณะไป เพราะท่านมีกิตติศัพท์เป็นที่ทราบกันอยู่ว่า ท่านเป็นผู้ที่ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างแข็งขันที่สุดในการรุกขึ้นบกของญี่ปุ่นและสามารถต่อต้านได้สำเร็จในส่วนของท่าน จนรัฐบาลไทยสั่งหยุดยิง พลเอก หลวงเสนาณรงค์ เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะเด่น สมเป็นทหาร และมีชื่อเสียงในทางสุจริต รักชาติ และกล้าหาญ คณะผู้แทนไทยคณะนั้นไม่ได้มีการเจรจากันมาก เป็นการ“แสดงธง” ของไทยเพื่อให้อังกฤษและนักหนังสือพิมพ์ทั่วไปเห็นว่า ไทยได้สู้ญี่ปุ่น และพร้อมที่จะสู้ญี่ปุ่นตลอดมาจนเลิกสงคราม หากแต่สหประชาชาติห้ามหน่วงเหนี่ยวไว้

ข้าพเจ้าได้ไปในคณะผู้แทนไทยอีกครั้งหนึ่งยังกรุงแคนดี ซึ่ง ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ ทรงเป็นหัวหน้าไป [18]ายละเอียดการเจรจาเรื่องนี้ ปรากฏในหนังสือของอาจารย์ดิเรกแล้ว จึงไม่จำเป็นจะต้องเล่าไว้ ณ ที่นี้ และความจริงข้าพเจ้าก็ถูกเรียกตัวกลับไปศึกษาต่อที่ลอนดอนเสียก่อนที่การเจรจาจะเสร็จลง

 

. คุณหลวงสุรณรงค์ และนายมาร์ตินก่อนจบบทความนี้ข้าพเจ้าไม่ควรจะเว้นกล่าวถึงบุคคล ๒ ท่าน ที่ได้ให้กำลังใจแก่เราเมื่อเราไปถึงอินเดียใหม่ ๆ ขณะนั้นใจของพวกเราทหารเสรีไทยกำลังฝ่อเพราะได้ตรากตรำเดินทางมาเป็นเวลาหลายเดือน และไม่แน่ใจว่าอนาคตของพวกเราจะเป็นอย่างไรในอินเดียปรากฏว่า เราได้พบชาวอังกฤษหลายท่านที่เคยมาทำงานในประเทศไทย และพูดไทยได้อยู่ในกองทหารซึ่งจะบังคับบัญชาเรา คนอังกฤษเหล่านี้ เช่นPointon, Micholoyn, Bryce, Smith, Hobbs, Hopkons ได้ให้กำลังใจแก่พวกเราอยู่บ้าง แต่ท่านที่ให้กำลังใจแก่เราอีกด้านหนึ่งนั้น คือ พลเอก หลวงสุรณรงค์ และMr. Martin คุณหลวงสุรณรงค์ท่านไปอินเดียจากสิงคโปร์ ขณะที่ท่านไปสิงคโปร์นั้น ท่านไปราชการทหาร แต่เมื่อญี่ปุ่นเริ่มรุกราน ท่านก็เลือกหลบหนีไปอินเดีย เพื่อแสดงว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ พวกเราหนุ่ม ๆ ได้เห็นตัวอย่างของท่านจริง ๆ เข้าก็มีกำลังใจสูงขึ้น อีกท่านหนึ่งเป็นชาวอังกฤษชื่อ มาร์ติน มีอายุมาก เป็นบิดาของนายแพทย์ไทย คือนายแพทย์บุญสม มาร์ติน ท่านเดินจากประเทศไทยไปถึงอินเดียด้วยเท้า เพื่อไม่ยอมอยู่เป็นเชลยญี่ปุ่น พวกเราหลายคนคุ้นเคยกับบุตรท่าน และถือท่านเสมือนคนไทย ตัวอย่างของ“ลุงมาร์ติน” ก็เป็นสิ่งส่งเสริมกำลังใจของเราเช่นกัน

 

 

[1]           บทความนี้เรียบเรียงขึ้น(ในปี๒๕๐๙– บรรณาธิการ) เป็นพิเศษตามคำขอร้องของศาสตราจารย์ดิเรกชัยนามแห่งคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในโอกาสที่ท่านศาสตราจารย์ได้เขียนหนังสือขึ้นเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทานอันจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในอนาคตต่อไป

ตอนที่๓ในบทความนี้เดิมได้พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอกสรรค์ยุทธวงศ์(น้องเขยของข้าพเจ้า) เมื่อวันที่๑๙กรกฎาคม๒๔๙๖– ป๋วย

[ดิเรกชัยนาม,ไทยกับสงครามโลกครั้งที่, พิมพ์ครั้งที่๔(กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา, ๒๕๔๙), หน้า๒๙๙.]

 

[2]            คัดมาเพียงย่อหน้าแรกจากตอนต้นของบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอกสรรค์ยุทธวงศ์เมื่อวันที่๑๙กรกฎาคม๒๔๙๖อนึ่งเดิมไม่มีในไทยกับสงครามโลกครั้งที่หากเห็นสมควรใส่ไว้ในโอกาสนี้เพื่อให้ปรากฏที่มา– บรรณาธิการ.

 

[3]            ดังอาจารย์ป๋วยเขียนกำกับไว้ในหน้าสารบัญของหนังสืออนุสรณ์ฯว่า“การนำข้อความในหนังสือนี้ไปตีพิมพ์จะเป็นทั้งเรื่องหรือแต่บางตอนก็ดีจะทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเสียก่อนและเมื่อได้รับอนุญาตให้ทำได้ต้องระบุด้วยว่าข้อความที่คัดไปนั้นคัดไปจากหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพันเอกสรรค์ยุทธวงศ์”  [ป๋วยกับมาร์เกร็ทอึ๊งภากรณ์, เรียงความบางเรื่อง(อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพันเอกสรรค์ยุทธวงศ์ณเมรุฌาปนสถานกองทัพบกวัดโสมนัสวิหารวันที่๑๙กรกฎาคม๒๔๙๖), หน้าสารบัญ] – บรรณาธิการ.

 

[4]            ในจดหมายที่อาจารย์ป๋วยเขียนถึงศาสตราจารย์วิจิตรลุลิตานนท์ลงวันที่๒๒มีนาคม๒๔๘๙มีความตอนหนึ่งว่า

“ได้ข่าวว่ามาลาบุญประภัศรถึงแก่กรรมเสียแล้วน่าเสียดายมากผมขอเรียนให้ทราบไว้ในที่นี้ว่ามาลานี้ได้ช่วยเหลือพวกผมอย่างลับ ๆในระหว่างที่อยู่ที่สันติบาลและในระหว่างที่อยู่ที่ท่าวาสุกรีและซังฮี้ได้ช่วยเอาเครื่องวิทยุอาหลั่ยฯลฯไปซุกซ่อนให้ที่อยุธยาในที่ลี้ลับดีมากในเวลานั้นเป็นเวลาต้องการจะเตรียมตัวเผื่อเกิดต่อสู้กันขึ้นในกรุงเทพฯการที่มาลาทำงานเช่นนี้ท่านผู้ใหญ่มิทราบเลยแม้แต่พะโยมก็ไม่ทราบเพราะผมต้องการให้เป็นความลับจริง ๆนอกจากจะช่วยในเรื่องนี้แล้วยังได้ช่วยสืบข่าวต่าง ๆอันเป็นประโยชน์ได้มากสมควรที่จะเปิดเผยให้ท่านผู้ใหญ่และประชาชนได้ทราบถึงคุณความดีในการเสี่ยงภัยไม่ใช่คนชนิดคอยนั่งหลบภัยหาช่องแทะกระดูกเท่านั้นผมจึงขอเรียนมาในที่นี้” – บรรณาธิการ.

 

[5]            ดังคุณบุญพบเขียนไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า 

                  “ข้าพเจ้ามักหาโอกาสเข้าเฝ้าพระนางรำไพพรรณีพระบรมราชินีณที่ประทับที่‘คอมตันเฮาส’ (Compton House) ... ตอนหนึ่งพระองค์ทรงตรัสว่ากำลังจะมีองค์การจัดตั้ง‘เสรีไทย’ ขึ้น... ถ้าข้าพเจ้าสนใจก็จงไปติดต่อกับคุณป๋วยหรือคุณมณีที่‘เบราน์โฮเต็ล’ ถนนโดเวอร์พิคคาดิลลี

                  “...ข้าพเจ้าจึงไปหาคุณป๋วยและคุณมณี  ข้าพเจ้าบอกกับคุณป๋วยว่า  ข้าพเจ้าได้รับข่าวจากสมเด็จพระนางเจ้าและอยากจะอาสาสมัครเป็นเสรีไทยด้วยผู้คนหนึ่ง  คุณป๋วยฟังข้าพเจ้าโดยไม่ปริปากว่าอะไรเลย  จนกระทั่งข้าพเจ้าเล่าให้เขาฟังจนจบถึงความปรารถนาของข้าพเจ้า  เขาบอกให้ข้าพเจ้าคิดให้ดีเสียก่อนก่อนที่จะตกลงใจเพราะหน้าที่ที่เราจะต้องดำเนินการต่อไปในภายหน้าเป็นหน้าที่หนักซึ่งเราจะต้องรับผิดชอบเพราะจุดประสงค์ของเรานั้นไม่รู้ว่าจะมีผลสำเร็จอย่างไรหรือไม่ประการใด  การกระทำของเราอยู่ในโชคชะตาโดยแท้และไม่อยากให้ข้าพเจ้าหรือใครผู้สมัครเกิดรู้สึกมีความเสียใจได้ในภายหลัง...”

                  โปรดดูบุญพบภมรสิงห์, ศิลปินไทยในยุโรป(พระนคร: นิพนธ์, ๒๕๐๕), หน้า๑๒๙–๑๓๑– บรรณาธิการ.

[6]            อนึ่งหม่อมเจ้าการวิกจักรพันธุ์เสรีไทยสายอังกฤษผู้หนึ่งได้บันทึกไว้ว่า“สำหรับผู้นำในหมู่พวกเรานั้นตอนแรกคุณป๋วยในฐานะที่เคยเป็นครู(โรงเรียนอัสสัมชัญ) และอยู่ในฐานะที่ได้ร่วมก่อตั้งคณะเสรีไทยที่เคมบริดจ์ขึ้นมากลุ่มคนส่วนใหญ่จึงยกให้เป็นหัวหน้าและคนอื่นก็ไม่คัดค้านทางผู้บัญชาการค่ายก็ยอมรับด้วย... วันหนึ่งคุณป๋วยได้เรียกพวกเราประชุมโดยขอให้เลือกหัวหน้าคนใหม่เพราะเขาไม่ต้องการเป็นหัวหน้าตลอดกาล” [“นรุตม์”, ใต้ร่มฉัตรหม่อมเจ้าการวิกจักรพันธุ์(กรุงเทพฯ: อมรินทร์, ๒๕๓๙), หน้า๑๒๙–๑๓๐.] – บรรณาธิการ.

 

[7]            ในตอนท้ายสงครามโลกหน่วยการโยธานี้ได้รับยกย่องขึ้นโดยมีการยกฐานะขึ้นเป็น“ Royal Pioneer Corps” – ป๋วย.

 

[8]            ดูเนื้อความเต็มได้ในนิราศแบร็ดฟอร์ดบทประพันธ์ของอาจารย์ป๋วยซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือนี้หน้า๑๒๑-๑๒๒– บรรณาธิการ.

 

[9]            พวกเราเพิ่งย้ายค่ายจาก“เด็นบี้” เวลส์เหนือซึ่งเรานอนในเต็นท์บ้างนอนที่โรงรถบ้างไปอยู่ที่แบร็ดฟอร์ดในยอร์คเชียร์และได้อยู่ตึกที่เคยเป็นโรงเรียนมัธยมในยามสงบ– ป๋วย.

 

[10]           เมื่อเร็วๆนี้ในพ.ศ. ๒๕๐๙ได้มีหนังสือเรื่องบทบาทของS.O.E. ในการดำเนินงานใต้ดินในฝรั่งเศสระหว่างสงครามออกตีพิมพ์เป็นทางการแล้ว- ป๋วย.

 

[11]           คือคุณการะเวกศรีวิจารณ์และคุณสมพงษ์ศัลยพงษ์– บรรณาธิการ.

 

[12]           ดูบทความมุสาวาทาเวรมณีในหนังสือเล่มนี้หน้า๑๔๕-๑๕๗– บรรณาธิการ.

 

[13]           โปรดดูความละเอียดในหนังสืองานใต้ดินของพันเอกโยธีของพลเอกเนตรเขมะโยธินบทที่๗-๘-๙และ๑๗-๑๘-๑๙– ป๋วย.

 

[14]           อาจารย์ป๋วยเขียนทหารชั่วคราวครั้งแรกปี๒๔๙๖ต่อมาแก้ไขเพิ่มเติมในปี๒๕๐๙– บรรณาธิการ.

 

[15]           ในจดหมายที่อาจารย์ป๋วยเขียน(จากทะเลอาหรับระหว่างเดินทางไปอังกฤษ) ถึงศาสตราจารย์วิจิตรลุลิตานนท์ลงวันที่๙พฤษภาคม๒๔๘๑มีความตอนหนึ่งว่า“ที่หัวหินผมได้พบท่านผู้ประศาสน์การที่สถานีและได้ทำความเคารพท่านท่านจะจำผมได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ” – บรรณาธิการ.

 

[16]           พ.ศ. ๒๔๘๔– บรรณาธิการ.

 

[17]           เรื่องราวการติดต่อกับศาสตราจารย์ลัสกี้โปรดดู“บันทึกที่เพิ่งเปิดเผยของป๋วยอึ๊งภากรณ์” ในภาคผนวก๑ของหนังสือนี้– บรรณาธิการ.

 

[18]           โปรดดูดิเรกชัยนาม, ไทยกับสงครามโลกครั้งที่– บรรณาธิการ.