นิราศแบร็ดฟอร์ด[1]

                                                นิราศร้างห่างไปอาลัยถวิล

อยู่“เด็นบี้” ดีแสนดั่งแดนอินทร์    ต้องจากถิ่นมา“แบร็ดฟอร์ด”

                                                เพียงวอดวาย

อยู่ที่เก่าเช้าค่ำเคยย่ำแถว               กินข้าวแล้วขึ้นเขาทั้งเช้าบ่าย

มาอยู่นี่ที่กินสิ้นสบาย                   ย่ำขวาซ้ายแล้วก็ถึงทะลึ่งจริง

โอ้เต็นท์หรูเคยอยู่ต้องจู่จาก                       ต้องจำพรากมาอยู่ตึกพิลึกยิ่ง

นอนกับดินกินกับอู่ดูเพราพริ้ง        ต้องมากลิ้งบนเตียงเยี่ยงนารี

น้ำล้างชามเคยเย็นเป็นมันฝา         น้ำล้างหน้าเย็นชื่นเคยรื่นรี่

ต้องมาใช้น้ำอุ่นฉุนเต็มที              แล้วอย่างนี้หรือสะอาดอนาถใจ

กินอาหารจานสนิมชิมชูรส                       กินไม่หมดก็มีผู้คอยดูให้

พาไปเลี้ยงเกลี้ยงชามงามกระไร    แล้วเดี๋ยวนี้จะมีใครมาตรวจตรา

โอ้ว่ากลิ่น“โรงรถ” สลดนัก          เคยรู้จักรวยรื่นชื่นนาสา

ต่อไปนี้ไร้กลิ่นสิ้นปัญญา             พาลข้าวปลากินไม่ลงคงเดือดร้อน         

เคยรับข้าวเยาวมาลย์ทหารหญิง     เหงื่อไคลพริ้งพุ่มพวงดวงสมร

พูดอ๋อยๆ ชม้อยตาให้อาวรณ์         ต้องจากจรคลาไคลมาไกลตา

อนิจจาหัวหน้าครัวตัวเท่ายักษ์       เคยร้องทัก“โจรแหยม” แถมกันท่า

ไม่ให้เที่ยวเกี้ยวมิตรวนิดา                        ต้องจำลาแล้วตั้วเฮียเพลียฤทัย

เคยได้ฟังสุรเสียงสำเนียงตวาด      สิงหนาท“เบ็นท์เลย์” เถลไถล

ที่นี่เงียบเชียบชัฏสงัดใจ                สิบเอก“ไพร–ออร์” กระซิบขยิบตา

แต่เคราะห์ดีมีวิชาทำ“ฟาตีก”       ให้ตัดหลีกหลบตัวเหล่าหัวหน้า

สิบโท“มิลล์” ชำนาญการโยธา     ถือคทาไม้กวาดใหญ่หาไพร่พล

ขัดพื้นเรือนเพื่อนให้ถูดูสะอาด       ส้วมก็กวาดพังทลายไปหลายหน

โต๊ะม้านั่งยังได้ขัดหัดเล่ห์กล         น้ำลูบไล้ให้พ้นไปวัน ๆ

งานเฝ้ายามตามไฟได้ฝึกฝน                     ตวาดคนหวั่นกลัวจนตัวสั่น

เวรกลางคืนปืนกับหอกออกประจัญ                        เวรกลางวันถือสง่าคทาพลอง

บางเวลาพากันขุดมันเทศ                         พลางร่ายเวทด่าฝรั่งกันดังก้อง

ขุดขนไปด่าไปในทำนอง                         พวกนายกองชอบใจเพราะไม่รู้

อนิจจา“เด็นบี้” ของพี่เอ๋ย                        เคยชิดเชยจากไปใจหดหู่

รำลึกหวลนวลงามทรามพธู                                  ก็สุดรู้สุดคิดยังติดใจ

โอ้“วูลเวิร์ธ” เลิศวิไลขวัญใจ“นุ่น”                      เคยอบอุ่นแอบชิดพิศมัย

ร้าน“ขายปลา” “ธนา”สวาทนิราศไกล     ทั้ง“แม่ใบ้” ของสวัสดิ์คงขัดแค้น

ร้าน“ขายเนื้อ” เสือเฒ่าเคยเข้าออก            จะช้ำชอกเงียบเหงาเศร้าโศกแสน

ร้าน“ทำฟัน” นับวันจะคลอนแคลน                       ต้องจากแดนแล้วพธู“จูบีลี”

“สกาล่า” ราโรยระโหยไห้                                    “แรด” ร้างไปจะโศกามารศรี

เคยได้เล่นเทนนิสจิตเปรมปรีดิ์                  ตั้งแต่นี้แลลับคงคับใจ

“โรงโรคจิต” อนิจจามาเหงาเงียบ              เคยได้เลียบเดินเล่นเป็นนิสัย

โอ้สุดา“พยาบาล” นงคราญวิไล               ต้องลาไกลลับแล้วนะแก้วตา

“โรงโรคปอด” ยอดรักรู้จักไว้                    ต้องจำใจหักจิตขนิษฐา

โอ้ดวงจันทร์ฟันหลอ“ออไล๋” ลา              เคยได้พาเสพย์เหล้า“เครานส์โฮเต็ล”

ขอลาแล้วแก้วตามารศรี                           จงอยู่ดีเถิดอนงค์คงกลับเห็น

จะจากไปอาลัยเหลือนะเนื้อเย็น                 ไหนจะเว้นฟูมฟายวายน้ำตา

เคราะห์ยังดีมีผู้มากู้เกื้อ                             ยังเอื้อเฟื้อชื่นเนตรของเชษฐา

“เมอร์กะทรอยด์” คอยช่วยด้วยเมตตา         ทั้งนุชนาถกัลยาก็ปรานี

ได้“ไว. เอ็ม. ซี. เอ.” เป็นเคหา                ทุกทิวาผ่อนเพลินเจริญศรี

จบนิราศขาดตกบกพร่องมี                           เชิญกวีแก้ไขให้งามเอย ฯ

คำอธิบาย[2]

บุญพบ ภมรสิงห์

 

เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้และเข้าใจในจุดประสงค์ของพวกเราที่ได้พยายามแต่งนิราศนี้ขึ้นเป็นเชิงล้อกัน  จึงเห็นว่าสมควรที่จะให้คำอธิบายย่อ ๆ ไว้ด้วย  เพราะกลอนนี้ถูกแต่งขึ้นในต่างประเทศ  ชื่อของสถานที่บางแห่งอาจจะไม่ชินหูชินตาของท่านผู้อ่านบางท่าน  มันเป็นเรื่องของคนไทยในต่างด้าว และเป็นชีวิตของทหารไทยในกองทัพบกอังกฤษที่ระบายความรู้สึกขำ ๆ ขัน ๆ  ออกมาเป็นกลอนในยามว่างเท่านั้น

คำในเครื่องหมายอัญประกาศ  เป็นชื่อหรือฉายาของพวกเราและเพื่อนหญิง  ในนิราศไม่มีชื่อผู้หญิงที่เป็นขวัญใจทหารไทย ๑๐ คนนี้  บอกแต่เพียงว่า พวกเธอทำงานอยู่ในร้านสรรพสินค้าวูลเวิร์ธ ร้านขายปลา(ทอด) ร้านขายเนื้อ ร้านทำฟัน โรงภาพยนตร์สกาล่า โรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลปอด

 

เมืองแบร็ดฟอร์ด(Bradford)

อยู่ในมณฑล“ยอร์คเชียร์” ตอนเหนือของอังกฤษ  เป็นเมืองอุตสาหกรรมในการทอผ้าด้วยด้าย และขนแกะอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียง

เมืองเด็นบี้(Denbigh)

เป็นหัวเมืองชายทะเลในเวลส์เหนือ

สิบเอก เบ็นท์เลย์(Sergeant Bentley)

เคยเป็นนายสิบคุมพวกเราในเมืองเด็นบี้ ชอบตวาดด้วยคำหยาบคาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเมื่อเรากำลังหัดและมีทหารหญิงเดินผ่านมา ลับหลังแกเราเรียกแกว่า“ไอ้รถยนต์”

สิบเอก ไพร–ออร์

(Sergeant Pryor)

นายสิบผู้หัดคนใหม่ ในค่ายธอร์นตันในเมืองแบร็ดฟอร์ดนี้ มีนิสัยตรงข้ามกับ สิบเอก เบ็นท์เลย์

ฟาตีก(Fatigue)

เป็นคำเดิมจากภาษาฝรั่งเศส แปลว่างานโยธา

สิบโท มิลล์

(Corpol Mill)

นายเวรประจำงานโยธา มีหน้าที่ดูแลความสะอาดในค่าย โดยเกณฑ์พลทหารทำงานโยธาทุกวัน

วูลเวิร์ธ

(Wool Worth)

เป็นร้านขายของจิปาถะด้วยราคาถูก(Department Store) มีชื่อเสียงมาก เพราะมีสาขาทั่วไปในยุโรป และอเมริกา เจ้าของร้านเหล่านี้คือ บาบารา ฮัตตัน(Babara Hutton)

ร้านขายปลา

ขายปลาทอด และมันเทศทอดในเวลากลางคืน แต่ระหว่างสงครามไม่มีปลาจึงขายแต่มันทอด

แม่ใบ้ของสวัสดิ์

ไม่เป็นใบ้ แต่เป็นคนที่ไม่ค่อยจะช่างพูด เป็นสมญาเพื่อนหญิงของสวัสดิ์

ร้านทำฟัน

เพื่อนเรา “จูบิหลี” ติดผู้หญิงที่นี่

โรงโรคจิต

เพื่อนเรา ๓ คน ติดผู้หญิงซึ่งทำงานในสถานที่ทั้ง ๓ แห่งนี้

โรงพยาบาล

โรงโรคปอด

ฟันหลอ

สาวแจ่มจันทร์ฟันหล่อเป็นเพื่อนหญิงของเกลอเราที่ชอบใช้วลี“All right” จนได้ฉายา“ออไล๋” “ออไหล”

นางเมอร์กะทรอยด์(Mrs. Musgatroyd)

ผู้จัดการร้านขายขนมน้ำชา ซึ่งเป็นของ “ไว. เอ็ม. ซี. เอ.” ในค่ายธอร์นตัน เมืองแบร็ดฟอร์ด เธอกรุณาปรานีพวกเราเป็นพิเศษ ลับหลังแก พวกเราให้สมญานามแบบไทย ๆ ว่า“ยายเมอกะ-ต๋อย”

 

 

 

เสรีไทยใจกล้า

สามสิบห้าเลื่องชื่อ

อันทหาร             เสรีไทย             ใจกล้า

สามสิบห้า           เลื่องชื่อ             คือครูป๋วย

ก้างกะปาน        ท่านยาย           ขายเต้าฮวย

อีแจ๋ว                  คนสวย                        นครอินทร์

จิ๋วจ๋อ                ออไหล                        ไก่โห่

แตงโม๑๐             บันนี่๑๑              ดีกลิ่น๑๒

หลวงจีน๑๓          ชักครอก๑๔         ดอกดิน๑๕

แขกทมิฬ๑๖          สัตว์แรด๑๗         แฝดบุรี๑๘, ๑๙

ญี่ปุ่น๒๐               ขุนเครื่อง๒๑        ขุนหมื่น๒๒

แหม่กื่น๒๓           พ่อหนู๒๔                        จูบิหลี๒๕

สี่เหลี่ยม๒๖           เหี้ยมตาก๒๗        หมอมี๒๘

ทับบี้๒๙                เสือเฒ่า๓๐          กระเด้าลม๓๑

ตาโปน๓๒            โจรแหยม๓๓       แจ่มขี้ซัก๓๔       

หัวหนัก               ศักดิ์ใหญ่           ไร้ผม๓๕

รวมนาม             สามสิบห้า         น่าชม

ปรารมภ์              ว่าจะกู้              ชูชาติเอย

คำอธิบาย[3]

ทศ พันธุมเสน

ชื่อทั้ง ๓๕ ชื่อ หมายถึงบุคคลต่างๆ ดังนี้

  1. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เคยเป็น“ครูป๋วย” โรงเรียนอัสสัมชัญ
  2. วัฒนา ชิตวารี เป็น“ก้างกะปาน” เพราะเป็นไส้เลื่อน ละ“โหยก” เพื่อไม่ให้หยาบ
  3. ประพฤทธิ์ ณ นคร เป็น“คุณยาย” เพราะพูดช้า ๆ และท่าทางขรึม
  4. สวัสดิ์ ศรีศุข เป็นเจ๊ก“ขายเต้าฮวย” เพราะเป็นคู่หูของ“หลวงจีน” จุ้นเคง รินทกุล
  5. วิวรรธน์ ณ ป้อมเพชร เป็น“อีแจ๋วคนสวย” เพราะสวยและอ่อนหวาน ละมุนละไม
  6. ประเสริฐ ปทุมมานนท์ ทำท่าขึงขังและขบกรามเวลาเหนื่อยจัด เพื่อนว่าเสมือน“สมิงนครอินทร์”
  7. เสนาะ นิลกำแหง เป็น“จิ๋วจ๋อ” เพราะเพื่อนว่าเหมือนลิงกอริลล่า
  8. ปัทม์ ปัทมสถาน เป็น“ออไหล” เพราะชอบพูด“All right?”
  9. อรุณ สรเทศน์ เป็น“ไก่โห่” เพราะผมกระดกด้านหลัง
  10. เทพ เสมถิติ เป็น“แตงโม” เพราะพุงโย้
  11. โต บุนนาค โดดหย็องแหย็งเวลาฝึกกายบริหาร จึงโดนแผลงนามสกุลเป็น“บันนี่” ซึ่งแปลว่า กระต่าย
  12. กลิ่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็น“ดีกลิ่น” อาจเป็นเพราะกัดฟัน“ดีเดือด”
  13. จุ้นเคง รินทกุล ท่าทางเป็น“หลวงจีน” ผู้ทรงศีล
  14. บุญส่ง พึ่งสุนทร เมื่อถูกฉีดยาป้องกันโรคเมืองร้อน หน้าซีดทำท่าจะเป็นลม จึงโดนกระเซ้าว่า“ชักครอก”

        ฉายา“ชักครอก” ของบุญส่งนั้นใช้อยู่ชั่วคราวที่ค่ายเด็นบี้เท่านั้น เกิดขึ้นจากการที่บุญส่งกลัวถูกฉีดยาจนแทบจะเป็นลม ฉายาประจำของเขาคือ“หนูเงือก” ซึ่งแผลงให้นุ่มนวลจาก“ไอ้เหงือก” เนื่องจากเขาเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแถกเหงือกเป็นนิจสิน

  1. บุญพบ ภมรสิงห์ เป็นศิลปินผิวดำ จึงได้ฉายา“ดอกดิน”
  2. ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผิวคล้ำผมหยิกเสียงดัง จึงเป็น“แขกทมิฬ”แต่เพื่อน ๆ ไม่เรียกภีศเดชเช่นนี้ แต่เรียกนายปี้ เรียกเจ้าปี้หรือไอ้ปี้ก็มี
  3. ประทาน เปรมกมล เป็นคนกำยำล่ำสันและผิวคล้ำ จึงเป็น“แรด”
  4. , ๑๙. เปรม บุรี และ รจิต บุรี เป็น“แฝดบุรี”

๒๐.สำราญ วรรณพฤกษ์ เป็น“ญี่ปุ่น” เพราะเพื่อนว่าเหมือนไอ้ยุ่น

๒๑. ทศ พันธุมเสน เป็น“ขุนเครื่อง”ลูก“พระยาทรงฯ”

  1. กฤษณ์ โตษยานนท์ เป็น“ขุนหมื่น” เพราะเพื่อนว่าพูดจาทะลึ่งตึงตัง
  2. ประจิตร กังศานนท์(ยศสุนทร) เป็น“แหม่กื่น”ซึ่งวนจาก หมื่นแก่ เพราะพูดจาช้า ๆ เนือย ๆ เหมือนตาแก่
  3. ม.ล.จิรายุ นพวงศ์ เป็น“พ่อหนู” เพราะเดินแถวแกว่งแขนสะเปะสะปะและหกล้ม
  4. หลวงภัทรวาที ติดแถบ“จูบิหลี”
  5. ม.จ.กอกษัตริย์ สวัสดิวัตน์“หน้าเหลี่ยม” ฉายานี้ก็ไม่ค่อยใช้กัน ใช้ชื่อเล่นคือ“ตาจ้อน”เวลาท่านอารมณ์เดือดจะถูกเรียก“นายหนอน”เนื่องจากท่าน“เลื้อย” ในความหมายโหยกเหยก ถ้าท่านเลื้อยมาก ๆ ก็กลายเป็น“ไอ้หนอน”
  6. สว่าง สามโกเศศ เป็นนักเรียนรุ่นอาวุโส เพื่อนว่ามีผิวดำและแห้งเหมือนกล้วยตาก เวลาเหนื่อยจัดจะตีหน้าเหี้ยม จึงเป็น“เหี้ยมตาก”
  7. บุญเลิศ เกษมสุวรรณ เป็น“หมอมี” เพราะพ่อเป็นผู้ผลิตยานัตถุ์และยาอุทัย“หมอมี”
  8. ม.ร.ว.กิตินัดดา กิติยากร รูปร่างม่อต้อเป็น“ทับบี้”
  9. หลวงอาจพิศาลกิจ วัย ๔๒ ปี เข้มแข็งและองอาจกว่าพวกหนุ่ม ๆ หลายคน จึงเป็น“เสือเฒ่า”
  10. กำแหง พลางกูร เพื่อน ๆ ว่าเดินเหมือนนก“กระเด้าลม”
  11. ประโพธ เปาโรหิตย์“ตาโปน” ตามฉายา
  12. ธนา โปษยานนท์ เป็น“โจรแหยม” เพราะไว้หนวดแหยมและจีบหญิงเก่ง
  13. ยิ้มยล แต้สุจิ มีชื่อเล่นว่า“แจ่ม” และชอบซักถาม จึงเป็น“แจ่มขี้ซัก”
  14. ม.จ.การวิก จักรพันธุ์ เป็น“หัวหนักศักดิ์ใหญ่ไร้ผม”ตามสภาพจริง

กลอนนี้ขาดสมญา“ตาเหม่า” คือ ม.จ.จิรีดนัย กิติยากร ซึ่งเข้ามาร่วมหน่วยทหารไทยในเดือนพฤจิกายน ๒๔๘๕

ต่อมาในปี ๒๔๘๖ เมื่อฝึกที่ค่าย“รังรัก” ใกล้ปูนา อินเดียแล้ว  จึงเริ่มฝึกมุสาวาทาด้วยการใช้นามแฝง  เราต้องหัดโกหกอย่างคล่องแคล่วว่าเรามิใช่“ตัวกู” ปฏิเสธว่าชื่อที่พ่อแม่หรือผู้หลักผู้ใหญ่ตั้งให้นั้นไม่ใช่“ของกู”  ชื่อในบัตรประจำตัวของเราเป็นนามแฝง  เราต้องเล่นละครแห่งชีวิตในช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๖ จนถึงเดือนสิงหาคม ๒๔๘๘ ในนามสมมุติ เราใช้นามแฝงง่าย ๆ เป็นคำพยางค์เดียว  มี ๒ คนเท่านั้นที่ใช้ชื่อ ๒ พยางค์  นามแฝงของพวกเรามีดังนี้

แดง– ประทาน เปรมกมล

เข้ม– ป๋วย  อึ๊งภากรณ์

ดี – เปรม  บุรี

เค็ง– สำราญ  วรรณพฤกษ์

ขำ– รจิต  บุรี

กร– ธนา  โปษยานนท์

คง– กฤษณ์  โตษยานนท์

เป๋า– ประเสริฐ  ปทุมานนท์

นุ่น– ประโพธ  เปาโรหิตย์

เล็ก– ประพฤทธิ์ ณ นคร

ชัย–  บุญส่ง  พึ่งสุนทร

นา– ปัทม์  ปัทมสถาน

ไก่ฟ้า– อรุณ  สรเทศน์

รัศมี– ม.จ.การวิก  จักรพันธุ์

ท้วม– วัฒนา  ชิตวารี

หลอ– กำแหง  พลางกูร

กอ– ม.จ.กอกษัตริย์  สวัสดิวัตน์

รี – ม.จ.จิรีดนัย  กิติยากร

มั่น– ม.จ.ภีศเดช  รัชนี

บุญ– ทศ  พันธุมเสน

จิ๋ว– เสนาะ  นิลกำแหง

หนู– เทพ  เสมถิติ

พงศ์– พัฒพงศ์ รินทกุล

สมาน– สวัสดิ์ ศรีศุข

 

ชื่อเหล่านี้  เราคิดขึ้นเอง ยกเว้น“แดง” ซึ่ง ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน ประทาน(ท่านเป็นผู้กำชับให้เรารีบเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม)  พวกเราให้ฉายาประทาน เปรมกมล ว่า“แรด”  เพราะเขาเป็นคนกำยำล่ำสันที่สุดของคณะ  และ“รั้น”และ“แรด” สมชื่อ  ท่านชิ้นชี้หน้าประทานแล้วรับสั่งว่าแกต้องชื่อ“แดง” ให้สมกับที่เป็น“ไอ้แดงดื้อ”

ป๋วย ซึ่งหมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่าจะเอาประทานเข้าประเทศไทยด้วย เพื่อให้เป็น“บอดี้การ์ด”เลยเลือกชื่อ“เข้ม” เป็นนามแฝง  เพื่อเข้าคู่กับประทานเป็น“แดงเข้ม” 

ท่านชิ้นใช้นามแฝง“อรุณ”  แต่พวกเราเรียกท่านลับหลังว่า“ตาโก๊ะ”

 

 

[1]           นิราศแบร็ดฟอร์ดนี้เขียนขึ้นที่ค่ายทหารธอร์นตันนอกเมืองแบร็ดฟอร์ดในยอร์คเชียร์ซึ่งคณะเสรีไทยย้ายไปอยู่เมื่อเดือนพฤศจิกายน๒๔๘๕[โปรดดูทศพันธุมเสน, กบฏกู้ชาติ(กรุงเทพฯ: อักษรสาส์น, ๒๕๓๑), หน้า๔๙.]

โดยเสรีไทยในอังกฤษช่วยกันออกหัวคิดแต่อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ประดิษฐ์คิดกลอนตั้งแต่ต้นจนจบและตั้งชื่อให้นิราศนี้โดยในคราวนั้นใช้นามปากกาว่าร้อยแปดซึ่งเป็นเลข๓ตัวสุดท้ายจากเลขประจำตัวของอาจารย์ป๋วย[โปรดดูบุญพบภมรสิงห์, ศิลปินไทยในยุโรป(พระนคร: นิพนธ์, ๒๕๐๕), หน้า๑๖๖.]

 

[2]            เรียบเรียงจากทศพันธุมเสน, กบฏกู้ชาติ(กรุงเทพฯ: อักษรสาส์น, ๒๕๓๑), หน้า๔๙–๕๐และบุญพบภมรสิงห์, ศิลปินไทยในยุโรป(พระนคร: นิพนธ์, ๒๕๐๕), หน้า๑๗๑–๑๗๓– บรรณาธิการ.

 

[3]           ระหว่างที่อยู่ค่ายเด็นบี้ในปี๒๔๘๕เมื่อเสรีไทยสนิทสนมกันมากขึ้นทุกคนก็มีสมญาอาจารย์ป๋วยได้เรียบเรียงกลอนระบุฉายาของทั้ง๓๕คนไว้ดังกลอนที่คัดมานี้[ทศพันธุมเสน, กบฏกู้ชาติ(กรุงเทพฯ: อักษรสาส์น, ๒๕๓๑), หน้า๕๓.]