มุสาวาทาเวรมณี[1]

ระหว่างสงครามญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ข้าพเจ้าอยู่ภายนอกประเทศไทย พยายามจะเข้าประเทศ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พยายามเข้ามาทางเรือดำน้ำจะขึ้นบกที่พังงาในเดือนธันวาคม ๒๔๘๖ มาลอยลำอยู่หลายเวลา ไม่ได้รับสัญญาณตามแผนการ จึงต้องกลับไปอินเดีย ครั้งที่ ๒ พยายามเข้ามาทางเครื่องบิน เมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๔๘๗ จะลงร่มที่ในป่านครสวรรค์ แต่เมื่อมาบินวนเวียนอยู่ราวชั่วโมง นักบินหาที่หมายไม่พบ จึงต้องกลับไปอีก ครั้งที่ ๓ เมื่อปลายเดือนมีนาคม ๒๔๘๗ นั้นเอง เข้ามาด้วยวิธีเดียวกับครั้งที่ ๒ คราวนี้นัยว่านักบินพบที่หมายแล้ว ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๒ คนจึงลงร่มแผล็วมา แต่ในไม่ช้าก็รู้ว่าลงผิดที่ แทนที่จะเป็นป่าในจังหวัดนครสวรรค์ กลับเข้าข้างหมู่บ้านวังน้ำขาวในจังหวัดชัยนาท และในไม่ช้าก็ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจับตัว คุมขังที่จังหวัดชัยนาทหลายเวลาจึงนำตัวเข้ามาส่งกองตำรวจสันติบาลที่กรุงเทพฯ

ในนิทานเรื่องที่จะฟื้นเอาความหลังบางชิ้นมาเล่าสู่กันฟังเฉพาะเท่าที่อัสสัมชนิกข้าพเจ้าได้พบปะอัสสัมชนิกอื่น ๆ บางท่านในระหว่างปลายปี ๒๔๘๖ คาบต้นปี ๒๔๘๗ นั้น

ข้าพเจ้ากับเพื่อน ๒ คนกลับจากทะเลในเดือนธันวาคม ๒๔๘๖ ผู้บังคับบัญชาก็อนุมัติให้ลาพักผ่อน ข้าพเจ้าเลือกไปตากอากาศที่เมืองOotacamund บนเทือกเขานิลคีรี ในจังหวัดมัทราสของอินเดีย ที่เลือกไปที่นั่นก็เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นที่สวยงามอากาศดีประการหนึ่งกับทราบว่าครูบาอาจารย์ คือภราดาไมเกิล กับภราดาฮีแลร์ พักอยู่ใกล้ ๆ นั้น อยากจะพบท่านด้วยอีกประการหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อขึ้นไปถึงที่พักแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้หาโอกาสไปเยือนท่านอาจารย์ทั้ง ๒ โดยที่ท่านไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน และได้มีโอกาสวิสาสะกับท่านตามประสาผู้ที่พลัดบ้านเมืองไปต่างก็ยินดีที่ได้พบอาจารย์และศิษย์เป็นธรรมดา

จำได้ว่าพบกับอาจารย์ฮีแลร์หลายต่อหลายครั้ง เดินคุยกันแทบทุกวัน ข้อที่จำได้เป็นมั่นเหมาะก็คือโอกาสเรียนภาษาไทยจากท่านอีก คือท่านอธิบายว่าNilgiri นี้ก็คือตรงกับคำไทย นิลคีรี แปลว่าเขาสีน้ำเงินหรือคำตลาดเรียกว่าเขาเขียว และOotacamund ก็ไม่ใช่อื่นไกล คือคำไทยว่าอุทกมัณฑะหรืออุทกมณฑลนั่นเอง ซึ่งคงจะเนื่องมาจากฝนตกและมีน้ำมากนั่นเอง

มาลำบากใจตอนที่อาจารย์ท่านซักถามทุกข์สุขและโดยเฉพาะถามว่าไปไหนมา สมัยนี้ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคงจะยังมีการสอนมิให้กล่าวคำเท็จอยู่ สมัยที่ข้าพเจ้าเรียนก็ได้รับคำสั่งสอนเหมือนกัน แต่ในฐานะของข้าพเจ้าในครั้งนั้นจำเป็นต้องลุศีล มีแต่จะลุมากหรือลุน้อยเท่านั้น กับท่านอาจารย์จำเป็นต้องลุแต่น้อยหน่อย ข้าพเจ้าเล่าให้ท่านฟังว่าเป็นทหารในเครื่องแบบอังกฤษไปทำงานฝ่ายทะเลมา ทั้ง ๆ ที่สวมเครื่องแบบทหารบกเพราะกองเสรีไทยเป็นกองพิเศษต้องทำงานทุกด้าน ท่านอาจารย์ก็คงรู้เชิง ท่านไม่ซักอะไรนัก

ต่อมาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๘๗ ข้าพเจ้าผ่านเข้าไปในกรุงเดลฮี ได้พบอาจารย์ฮีแลร์อีกที่นั่น ท่านก็ถามตามประสาที่ท่านเป็นห่วงว่า ลูกเอ๋ย คราวนี้จะไปบกหรือไปน้ำ ข้าพเจ้าตอบว่าไปเรือบิน ท่านได้ให้ศีลให้พรคุ้มเกล้ามาเป็นกำลังใจสำคัญนัก

เมื่อข้าพเจ้าถูกคุมตัวอยู่ที่ชัยนาท เจ้าหน้าที่นำฝากขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดประมาณ ๑ สัปดาห์ แล้วจึงนำตัวเข้ากรุงเทพฯ นั้น เวลาเช้าเขาเบิกตัวจากเรือนจำมาไว้ที่โรงพัก แล้วนำลงเรือนั่งรออยู่ ราษฎรชาวเมืองมาชมบารมีข้าพเจ้าในเครื่องจองจำพันธนาการกันแน่นขนัด แต่เงยหน้าขึ้นมอง ที่ไหนได้ ครูเทียม ส่งศิริ(ครูโรงเรียนอัสสัมชัญ พวกรุ่นข้าพเจ้าจะจำได้ว่าแก“คุม” ฟุตบอลรุ่นเล็ก เดี๋ยวนี้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว)มานั่งอยู่ในเรือข้าง ๆ ข้าพเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าไม่กล้าทักแก เพราะกลัวจะทำให้แกลำบากแต่แกก็อุตส่าห์มาทักทายด้วย แอบกระซิบถามข้าพเจ้าถึงข่าวน้องภรรยาแกซึ่งเป็นเพื่อนกับข้าพเจ้า เป็นนักเรียนในประเทศอังกฤษเหมือนกัน ข้าพเจ้าทราบมาก่อนแล้วว่า เพื่อนคนนี้ของข้าพเจ้ามีพื้นเพอยู่ที่ชัยนาท ครั้นจะบอกความจริงแกครูเทียมก็ใช่ที่ เพราะถ้าบอกแกว่าน้องภรรยาแกกำลังจะโดดร่มตามข้าพเจ้ามาจากอินเดีย นอกจากจะเป็นการเปิดเผยความลับแล้วยังจะทำให้บิดามารดาญาติพี่น้องของพวกเขาวิตกกังวลไปเปล่า ๆ จึงวางหน้าเฉยตาเฉยกล่าวมุสาวาทขึ้นอีกว่า น้องภรรยาครูเทียมนั้นยังเรียนกฎหมายอยู่ที่เคมบริดจ์ เมื่อพบกันครั้งสุดท้ายเป็นสุขสบายดี

 

ต่อมา ตำรวจนำตัวข้าพเจ้าส่งที่กองตำรวจสันติบาลในกรุงเทพฯ ผู้ที่รับตัวข้าพเจ้ามาคุมขังไม่ใช่อื่นไกลเลย ร้อยตำรวจเอก(ต่อมาเป็นพันตำรวจตรี และลาออกจากราชการแล้ว) โพยม จันทรัคคะ เรียนฝรั่งเศสก่อนข้าพเจ้าสัก ๒ ชั้น ได้เห็นหน้าคุณโพยมเหมือนได้แก้ว เพราะแกส่งภาษาฝรั่งเศสบอกว่าไม่เป็นไร พวกเราทั้งนั้น คุณโพยมเป็นสารวัตรอยู่ใต้รองกำกับการ คือคุณจำรัศ มัณฑุกานนท์(อัสสัมชนิก นักฟุตบอลที่พวกเราสุภาพสักหน่อยเรียกว่า“นายเถร”) และรายงานเรื่องพลร่มนี้โดยตรงต่ออธิบดีกรมตำรวจ อัสสัมชนิก คุณหลวงอดุลเดชจรัส เพราะฉะนั้นเข้าใจว่าโทษโพยอย่างไรก็คงไม่รุนแรงกว่าถูกยืนเสาจาก ๔ โมงถึง ๕ โมงเย็นเป็นแน่

บุญคุณของอัสสัมชนิกทั้งตำรวจและไม่ตำรวจ และบุญคุณของท่านผู้ใหญ่ทั้งอัสสัมชนิกและไม่อัสสัมชนิกทั้งมวลที่มีต่อข้าพเจ้านั้นเหลือที่จะคณนาและพรรณนาในที่นี้ แต่ทั้ง ๆ ที่พบเพื่อนนักเรียนด้วยกันก็ตามที ในครั้งนั้น มุสาวาทต้องมาก่อน และความเลวของสงครามมีเช่นนี้ ถึงจะเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขกันก็ต้องโกหกกันก่อน ต่อเชื่อใจกันแล้วจึงขยายเรื่องให้กัน คุณโพยมกับข้าพเจ้าก็ไม่เป็นข้อยกเว้น แต่เมื่อคุณโพยมได้แสดงน้ำใจอันแท้จริง และได้กรุณาให้ความช่วยเหลือทั้งในส่วนตัวและส่วนรวม จึงไม่มีอะไรจะปิดบังกันต่อไปอีก

 

ต่อมาไม่ช้า ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการตัวข้าพเจ้า ด้วยความคุ้มเกล้าของท่านผู้ใหญ่ในราชการ จึงได้เจรจาตกลงกันว่า ญี่ปุ่นจะสอบสวนพวกข้าพเจ้าได้โดยมีนายทหารไทยนั่งร่วมด้วย และญี่ปุ่นจะแตะต้องกรอกน้ำกรอกยาหาได้ไม่ ก่อนนำตัวข้าพเจ้าไปพบญี่ปุ่นที่กรมประสานงานพันธมิตร ได้มีการเตรียมเรื่องเท็จไว้ไปตอบญี่ปุ่นพอสมควร คราวนี้ไม่ใช่มุสาโดยเอกชนคือข้าพเจ้าเพียงคนเดียว โครงการกล่าวเท็จครั้งนี้หลายสมองร่วมกันสร้าง ตั้งแต่อัสสัมชนิก คุณหลวงอดุลฯ ลงมาตลอดแนว

เมื่อวันสำคัญมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยคุมตัวข้าพเจ้าพร้อมด้วยเครื่องพันธนาการ เสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น ผมเผ้ารุงรัง ประหนึ่งว่าเพิ่งออกจากตรุ นั่งรถตำรวจไปกรมประสานงานฯ นั่งอยู่สักพัก จึงได้เห็นญี่ปุ่นเข้าห้องสอบสวน แล้วเจ้าหน้าที่นำข้าพเจ้าไปให้ซักปากคำ

เห็นล่ามญี่ปุ่นใจหายวาบ ใช่ใครที่ไหนเล่า อัสสัมชนิก ฮาตาโน บ้านอยู่ปากตรอกโรงเรียนอัสสัมชัญ เคยเล่นลูกหินในลานเล่นด้วยกัน เคยเที่ยวเตร่ด้วยกัน เคยรู้อกรู้ใจกันอยู่ นี่จะโกหกให้เขาฟัง เขาจะเชื่อหรือ

ข้าพเจ้าสะกดใจไม่รอช้า กลศึกมีอยู่ว่าจะป้องกันตัวให้ดี ต้องโจมตีข้าศึกเสียก่อน(แม่ทัพคนไหนกล่าวคำนี้ไว้ก่อน จำไม่ได้ในครั้งนั้นไม่สำคัญ)ข้าพเจ้าในฐานะผู้ถูกสอบสวนก็จริง ต้องโจมตีญี่ปุ่นก่อน อย่าให้ตั้งตัวทัน พอฮานาโนเอ่ยขึ้นว่า“ป๋วย จำอั้วได้ไหม” ข้าพเจ้าก็ว่า“ฮาตาโน ทำไมจะจำไม่ได้ เออ พ่อแม่พี่น้องของลื้อยังไง สบายดีหรือ แล้วลื้อล่ะ สบายดีรึ โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นยังไง ถูกระเบิดหรือเปล่า ยังสอนกันอยู่ปกติหรือ”ฮาตาโนตอบว่าอย่างไร ข้าพเจ้าจำไม่ได้ เพราะเวลานั้นคิดแต่เรื่องจะซักฮาตาโน แต่คุยกันสักประมาณ๕ นาที นายพันโททหารญี่ปุ่นซึ่งเตรียมตัวมาจะสอบข้าพเจ้านั่งฟังเฉย ครั้นแล้วเห็นพูดอะไรกับฮาตาโนหลายคำ ฮาตาโนอธิบายอะไรให้แกฟังก็ไม่ทราบ พอแกรู้เรื่องสีหน้าก็เริ่มมีแววยิ้มขึ้น ทำให้ข้าพเจ้าใจชื้นขึ้นเป็นกอง

เมื่อนายพันโทเริ่มซักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ว่าเพลงยาวที่ได้เตรียมไว้แล้วนั้นไปตามทำนอง ใจความว่า ข้าพเจ้าไม่สมัครใจที่จะทำงานให้อังกฤษ แต่ถูกบังคับด้วยอัยการศึกเขาจับนั่งเรือบินมา สั่งให้โดดร่มก็ต้องโดด เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วก็ได้มอบตัวให้เจ้าพนักงานโดยดี และยินดีที่ได้กลับมาบ้านเกิดเมืองนอน กำลังรบฝ่ายอังกฤษอเมริกันนั้นอ่อนแอเต็มที เท่าที่ข้าพเจ้าเห็นมาทั้ง ๆ ที่ไม่สันทัดต่อการทหารพอจะเดาได้ มิหนำซ้ำทหารอังกฤษกับทหารอเมริกันเสมอกันในอินเดีย ราษฎรอังกฤษก็ระอาทหารอเมริกันในอังกฤษเพราะอเมริกันเจ้าชู้ ฯลฯ สอบสวนกันอยู่ประมาณ ๒ ชั่วโมง จึงเสร็จสิ้นไป

ระหว่างที่ทำการสอบสวนนั้น ฮาตาโนถามถึงทุกข์สุขข้าพเจ้าและทำนองจะเวทนาข้าพเจ้า ได้กรุณาให้บุหรี่ข้าพเจ้าสูบหลายมวน รู้สึกระลึกเป็นบุญคุณอยู่ทุกวันนี้

เรื่องที่เสกเล่าให้ญี่ปุ่นฟังนี้ เมื่อผสมกับคำให้การของเพื่อน ๆ ข้าพเจ้าที่ถูกกุมตัวอยู่และสอบสวนแบบเดียวกันแล้ว จะทำให้ญี่ปุ่นเชื่อสักปานใดไม่ปรากฏชัด ทราบในภายหลังว่า รายงานคำให้การของพวกข้าพเจ้านี้ได้เดินทางไปโตเกียวผ่านฟิลิปปินส์ ทหารอเมริกันเมื่อตีฟิลิปปินส์แตกแล้วได้หลักฐานเรื่องนี้ไป

คัดจากจดหมายของ บี. ฮาตาโน ถึงข้าพเจ้า

 

โตกิโอ

๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๓

ป๋วย เพื่อนรัก

จดหมายวันที่ ๖ นี้ได้รับแล้วขอขอบใจมาก... อ้ายเรื่องที่ลื้อโกหกน่ะ อั๊วยังนึกขันในใจไม่หาย แต่จะบอกว่าM.P. ญี่ปุ่นน่ะได้หรือ ขืนบอกว่าลื้อโกหกละก็มัซเซ่อร์ป๋วย[2]ก็แย่เท่านั้น มันจะกรอกน้ำและทารุณต่างๆ อั๊วไม่ค่อยเชื่อลื้อตอนนั้น จึงนึกขำในใจที่เห็นลื้อตีหน้าตอแหลพูดจนพวกนั้นเขาเชื่อกันหมด พันโทที่ลื้อพูดน่ะ เวลานี้แก่แล้ว และทำงานเป็นล่ามภาษาอังกฤษที่ บ.ก.แม็กอาเธอร์...อั๊วบอกแกว่าลื้อฝากความระลึกถึงมาด้วย ดูแกดีใจจริงๆ...

คิดถึงเสมอ

บี. ฮาตาโน

 

 

 

[1]           พิมพ์ครั้งแรกในอุโฆษสารฉบับปฐมฤกษ์วันที่๑๕สิงหาคม๒๔๙๕โดยมีสุลักษณ์ศิวรักษ์เป็นบรรณาธิการขณะที่ยังเป็นนักเรียนเตรียมอุดมชั้นปีที่๒ของโรงเรียนอัสสัมชัญ

สุลักษณ์ศิวรักษ์เคยเล่าไว้ว่า“ในวันที่พบกันครั้งแรกนั้นท่านถามว่าอยากจะให้เขียนเรื่องอะไรข้าพเจ้าเกรงใจตอบไปตามสูตรสำเร็จว่าเรื่องอะไรก็ได้แต่เพื่อนที่ไปด้วยเขากล้ากว่าและไหวพริบดีเขาขอให้ท่านเขียนเรื่องสมัยที่ท่านเป็นเสรีไทยจึงได้เรื่อง‘มุสาวาทาเวรมณี’ มาตีพิมพ์ในอุโฆษสารฉบับแรกซึ่งนับว่าเป็นบทความที่น่าอ่านมาก” [ส. ศิวรักษ์, นายป๋วยอึ๊งภากรณ์ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน, พิมพ์ครั้งที่๙(กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๕๗), หน้า๗.]

 

[2]            มัซเซ่อร์หรือมาสเตอร์(Master) เป็นคำเรียกครูผู้ชายในโรงเรียนอัสสัมชัญ- บรรณาธิการ.