บันทึกที่เพิ่งเปิดเผย[1]

คำปรารภ[2]

 

 

ไม่นานนัก ก่อนปี ๒๕๒๔ สำนักหอจดหมายเหตุ(Public Record Office) แห่งสหราชอาณาจักร ได้นำเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษในช่วงปี ๒๔๘๙ ออกเปิดเผยแก่สาธารณชน ในจำนวนเอกสารเหล่านี้ มีบันทึกความช่วยจำ(Memorandum) ซึ่งเขียนโดย อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รวมอยู่ด้วย[3]

บันทึกช่วยจำดังกล่าวนี้มีอยู่ ๒ ฉบับ ฉบับแรกว่าด้วย “การขาดแคลนข้าวและบทบาทการช่วยเหลือของสยาม”ฉบับที่ ๒ ว่าด้วย “ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับไทย” บันทึกช่วยจำทั้ง ๒ ฉบับนี้ มีจดหมายปะหน้าซึ่งเขียนโดย ศาสตราจารย์ ฮาโรลด์ เจ. ลัสกี้(Harold J. Laski) ถึงนายฟิลิป โนเอล เบเกอร์(Philip Noel Baker) แห่งกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ

   เอกสารชิ้นนี้ นับเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ทราบถึงบทบาทของอาจารย์ป๋วย เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลงเท่านั้น หากยังเป็นประโยชน์ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับไทยในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย

   คณะกรรมการห้องสมุดคณะเศรษฐศาสตร์ ผู้ที่นำมาจัดพิมพ์เป็นครั้งแรก ได้ขอให้อาจารย์ทวี หมื่นนิกร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้แปลเอกสารทั้งหมดนี้ และให้นายสมบูรณ์ ศิริประชัย เจ้าหน้าที่วิจัย แห่งสถาบันเดียวกัน เขียนเรื่อง “ปฐมลิขิตว่าด้วยบันทึกของป๋วย อึ๊งภากรณ์” เพื่อให้ผู้อ่านทราบพื้นภูมิและความเป็นมาของเอกสารชิ้นนี้

 

บรรณาธิการ

 

.๑          ปฐมลิขิตว่าด้วยบันทึกของป๋วย อึ๊งภากรณ์[4]

สมบูรณ์ ศิริประชัย

 

คำนำ

บันทึกช่วยจำ(Memorandum) ของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฉบับนี้ มีประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพราะรัฐบาลอังกฤษจะเปิดเผยเอกสารต่าง ๆ ภายหลังเหตุการณ์นั้น ๆ ผ่านพ้นไปแล้ว ๓๐ ปี เอกสารชิ้นนี้ย่อมชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอาจารย์ป๋วยที่พยายามชี้แจงและโน้มน้าวให้รัฐบาลอังกฤษขณะนั้นเข้าใจประเทศไทยในสภาพที่ตรงกับความเป็นจริง ท่าทีของอาจารย์ป๋วยที่แสดงออกอย่างแจ่มชัดก็คือ ราษฎรไทยมิใช่ผู้แพ้สงคราม ราษฎรไทยทั้งมวลมิได้สมัครใจร่วมกับจักรวรรดิญี่ปุ่น จะมีเพียง จอมพล ป. พิบูลสงคราม และสมัครพรรคพวกบางคนเท่านั้น ที่ใฝ่ใจกับจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างแนบแน่น อาจารย์ป๋วยพยายามอย่างน่าชมเชยที่ตอกย้ำและทบทวนถึงข้อตกลงบางประการที่รัฐบาลอังกฤษให้คำมั่นกับรัฐบาลไทย ก่อนหน้าสงครามยุติประมาณ ๑ ปี อย่างไรก็ดี ท่าทีของรัฐบาลอังกฤษที่มีต่อราษฎรไทย ก็ไม่ผิดไปจากท่าทีของจ้าวแห่งลัทธิล่าอาณานิคมที่มีอาณานิคมของตน บันทึกช่วยจำชิ้นนี้จึงมีคุณค่าในตัวมันเอง ที่บ่งบอกถึงสถานภาพของประเทศไทยในขณะนั้นในสายตาของรัฐบาลอังกฤษ

ในอีกด้านหนึ่ง บันทึกช่วยจำชิ้นนี้ยังเป็นเอกสารที่สะท้อนถึงความเข้าใจสังคมชาวนาไทยอย่างลึกซึ้งจากสายตาของอาจารย์ป๋วย เพราะอาจารย์ป๋วยไม่รีรอที่จะบอกกล่าวให้รัฐบาลอังกฤษทราบว่า ท่าทีและวิธีการข่มขู่แบบศัตรูของรัฐบาลอังกฤษจะไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากราษฎรไทยเลย ไม่เพียงเท่านั้น อาจารย์ป๋วยยังเสนอแนะวิธีการที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่จะระดมข้าวไปช่วยประชาชนในเอเชียที่กำลังเกิดทุพภิกขภัย และเหนือสิ่งอื่นใด อาจารย์ป๋วยได้แสดงให้รัฐบาลอังกฤษเห็นว่า ประเทศไทยมิใช่ประเทศแพ้สงคราม ราษฎรไทยมิใช่ผู้รุกราน ตรงกันข้ามราษฎรไทยเป็นคนมีน้ำใจเอื้ออารี รักสงบ และประเทศไทยก็เป็นประเทศเอกราช มิใช่เมืองขึ้นของประเทศใด ๆ ข้อเขียนชิ้นนี้ของอาจารย์ป๋วยย่อมพิสูจน์ได้ว่า คำกล่าวนี้ไม่เกินความเป็นจริง แต่ก่อนจะอ่านบันทึกช่วยจำของอาจารย์ป๋วย ผู้เขียนขอเขียนเล่าความเป็นมาของเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นพอสังเขป เพื่อว่าผู้อ่านบันทึกช่วยจำจะสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นมีสภาพอย่างไร

ทำไมประเทศไทยถูกถือว่าเป็น ผู้แพ้สงคราม

“ด้วยเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. กองทหารญี่ปุ่นได้เข้าสู่ประเทศไทย โดยทางทะเลในเขตจังหวัดสงขลา ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี(บ้านดอน) และบางปู ส่วนทางบกได้เข้ามาทางจังหวัดพระตะบองและพิบูลสงคราม เกือบทุกแห่งทหารและตำรวจไทยได้ทำการต่อสู้อย่างเข้มแข็ง

“อนึ่ง ในเวลาเดียวกันก็ได้ข่าวจากต่างประเทศว่ากองทัพเรือญี่ปุ่นได้เข้าโจมตีเกาะฮาวาย และฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกา ได้ส่งทหารขึ้นบกที่โกตาบารูในเขตมลายูของอังกฤษ และได้เข้าโจมตีสิงคโปร์โดยเครื่องบินอย่างหนักด้วย

“ในเรื่องนี้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นได้มาที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๘๔ เวลา ๒๒.๓๐ น. ได้ชี้แจงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาแล้ว แต่มิได้ถือว่าไทยเป็นศัตรู หากแต่มีความจำเป็นต้องขอเดินผ่านอาณาเขตไทย

“รัฐบาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พิจารณาปรึกษากันโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งนี้เป็นสิ่งซึ่งไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ แม้ประเทศไทยได้พยายามโดยสุดกำลังก็ไม่สามารถหนีเหตุการณ์อันนี้ได้พ้น และเนื่องจากสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่จะต่อสู้กันไปก็จะเป็นการเสียเลือดเสียเนื้อชาวไทยโดยไม่สำเร็จประโยชน์ จึงจำเป็นต้องพิจารณาตามข้อเสนอของรัฐบาลญี่ปุ่นและผ่อนผันให้ทางเดินแก่กองทัพญี่ปุ่น โดยได้รับคำมั่นจากรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะเคารพเอกราชอธิปไตยและเกียรติศักดิ์ของไทย ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงได้ตกลงให้ทางเดินทัพแก่ญี่ปุ่น และการต่อสู้ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็ได้หยุดลง”[5]

ข้อความข้างต้นนี้เป็นแถลงการณ์ฉบับหนึ่งของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของรับบาลไทยในขณะนั้นได้ชัดเจนพอสมควร

ประมาณเกือบ ๔ ปีต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๘๘ ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามอย่างไม่มีเงื่อนไข กล่าวสำหรับประเทศไทย แม้สงครามโลกครั้งที่ ๒ จะสงบลงด้วยการที่พันธมิตรเป็นผู้กุมชัยชนะ ประเทศไทยย่อมถูกนับอยู่ในฝ่ายอักษะด้วย เพราะยอมให้ญี่ปุ่นใช้ดินแดนในการโจมตีมลายู สิงคโปร์ โดยเข้าพัวพันกับฝ่ายญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ถูกนับให้อยู่ในฐานะของผู้แพ้สงครามด้วย ยิ่งกว่านั้นเหตุผลเด่นชัดอีกประการหนึ่งที่พันธมิตรกล่าวหาประเทศไทยก็คือ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๔๘๕ รัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ดังนั้นพอญี่ปุ่นพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ประเทศไทยจะถูกจัดการอย่างไร แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่หนาแน่นไปด้วยเหตุผลของขบวนการผู้รักชาติ ประเทศไทยอ้างว่า แม้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะยอมร่วมชะตากรรมกับญี่ปุ่น ขณะเดียวกันได้มีขบวนการผู้รักชาติจำนวนไม่น้อยก่อตั้งขบวนการใต้ดิน การต่อต้านขึ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศ คนไทยรู้จักกันในนาม“ขบวนการเสรีไทย” (Free Thai Movement) อันเป็นตัวอย่างรูปธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติ รักเกียรติศักดิ์ และเอกราชอธิปไตยของตน ทั้งนี้เราย่อมทราบภายหลังว่า หัวหน้าขบวนการเสรีไทยก็คือ“รู้ธ” หรือนายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้สำเร็จ-ราชการฯในขณะนั้นนั่นเอง ดังนั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปิดฉากลง สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษก็ไม่รีรอที่จะยึดถือประเทศไทยเป็นศัตรูทันที นายเออร์เนอสต์ เบวิน รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศอังกฤษในขณะนั้น ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๘๘ ความว่า

 

“รัฐบาลอังกฤษรับทราบความช่วยเหลือที่ได้รับจากขบวนการต่อต้านของไทย รัฐบาลอังกฤษจะได้พิจารณาประกาศสันติภาพของไทยด้วยความระมัดระวังก่อน เพื่อจะดูว่ามีมูลฐานเพียงพอแก่การที่จะจัดฐานะอันผิดธรรมดาไปสู่ระเบียบได้หรือไม่ การที่ไทยได้เข้าร่วมมือกับญี่ปุ่น ทำให้มีปัญหาทางปฏิบัติหลายประการที่จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระสะสางไม่ได้ ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลอังกฤษจะได้ตรวจพิจารณา และท่าทีของอังกฤษขึ้นอยู่ที่ว่าคนไทยจะปฏิบัติตามความต้องการของทหารอังกฤษ ซึ่งกำลังเดินทางเข้าประเทศไทยนั้นอย่างไร และคนไทยจะจัดการแก้ไขความผิดซึ่งคนรุ่นก่อนได้กระทำและจัดการชดใช้คืนสำหรับความเสียหาย ความวินาศและความบุบสลายที่เกิดขึ้นแก่ประโยชน์ฝ่ายบริติช และฝ่ายสัมพันธมิตรเพียงใด และมีส่วนช่วยในการที่จะให้สันติภาพความสงบเรียบร้อย และการบูรณะทางเศรษฐกิจกลับคืนดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงใด”[6]

 

ข้อความนี้ย่อมสะท้อนถึงภาพพจน์ของประเทศไทย จากสายตาของรัฐบาลอังกฤษ จึงย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่อีก ๑ เดือนต่อมา คือเดือนกันยายน ๒๔๘๘ ผู้แทนอังกฤษขอให้รัฐบาลไทยส่งคณะผู้แทนออกไปเจรจาทำสัญญาทางทหารกับรัฐบาลอังกฤษ แต่รัฐบาลอังกฤษอุตส่าห์มีน้ำใจต่อเรา โดยกล่าวว่าเพื่อเกียรติศักดิ์ของไทยเอง ขอให้รัฐบาลไทยออกแถลงเอาว่าจะส่งคณะผู้แทนไปเองเพื่อเจรจาเรื่องนี้ที่แคนดี เกาะลังกา[7] วันที่ ๔ กันยายน ๒๔๘๘ รัฐบาลไทยส่งผู้แทนชุดหนึ่งประกอบด้วย

พลเอก หลวงเสนาณรงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ

ร้อยเอก เฉลิมศักดิ์ จูฑะพงศ์ นายทหารคนสนิทของหัวหน้าคณะ

นายทวี ตะเวทิกุล อธิบดีกรมการเมือง กระทรวงการต่างประเทศ

พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ

พันเอก สุจริต จารุเศรณี รองเสนาธิการทหารบก

พันเอก เนตร เขมะโยธิน รองเสนาธิการทหารบก

นาวาอากาศโท ทวี จุลละทรัพย์ นายทหารฝ่ายเสนาธิการทหารอากาศ

พันตรี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้แทนและเลขานุการ

 

คำว่า“การเจรจา” ดังที่รัฐบาลอังกฤษเสนอนั้น ควรเปลี่ยนเป็นคำว่า“การบังคับให้เซ็นสัญญา” มากกว่า รัฐบาลอังกฤษเสนอเป็นร่างความตกลงจำนวน ๒๑ ข้อต่อคณะผู้แทนไทย ข้อเสนอแกมบังคับนี้จะทำให้ประเทศไทยหมดเอกราชอธิปไตยทันที กล่าวคือ ข้อเสนอล้วนแต่จะควบคุมกิจการของประเทศไทยทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจ[รายละเอียดของร่างความตกลง ๒๑ ข้อ และภาคผนวกA และB โปรดดูในหน้าถัดไป] คณะผู้แทนไทยจึงมิได้ลงนาม เพราะเป็นภารกิจที่มิได้มอบหมาย ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยก็พยายามติดต่อให้สหรัฐอเมริกาช่วยเหลือ รัฐบาลไทยไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่าการแสดงความน้อยใจต่อท่าทีรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งสะท้อนจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๔๘๘

 

“ ...ในขณะเดียวกัน ทั้งทางผู้แทนไทยที่ลังกา และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้รีบติดต่อกับผู้แทนอเมริกาว่า เสียแรงร่วมมือด้วยอย่างเต็มที่ กลับจะถูกสัมพันธมิตร(อังกฤษ)บังคับเสมือนไม่มีเอกราช เรื่องจึงปรากฏว่ารัฐบาลอเมริกันไม่ได้รับคำปรึกษาเรื่องนี้เลย ทางสภาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อรัฐบาลชี้แจงเหตุผลว่า ถูกบีบบังคับก็จำต้องอนุมัติให้ลงนามได้ แต่ให้บันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่า จำต้องยอมอังกฤษ เพราะถูกบังคับ ไม่ใช่ยินยอมโดยความสมัครใจ”[8]

 

เดชะบุญของชาติไทย รัฐบาลอเมริกันได้รีบประท้วงรัฐบาลอังกฤษอย่างแรงว่า ร่างที่ยื่นต่อไทยนี้ทำในนามพันธมิตร ฉะนั้นรัฐบาลอเมริกันจำต้องได้รับคำปรึกษา รัฐบาลอเมริกันไม่ยอมรับรู้ด้วย[9] อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยเองก็ยังคงต้องเจรจากับอังกฤษต่อไป วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๘๘ ผู้แทนอังกฤษก็ได้ให้รัฐบาลไทยส่งคณะผู้แทนไปเจรจาที่เมืองแคนดี เกาะลังกา รัฐบาลไทยได้ส่งคณะผู้แทนประกอบด้วย

ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง

พลโท พระยาอภัยสงคราม

นายเสริม วินิจฉัยกุล

นาวาโท ม.จ. อุทัยเฉลิมลาภ วุฒิชัย

พันเอก ม.จ. ชิดชนก กฤดากร

นายกนต์ธีร์ ศุภมงคล

พันตรี ป๋วย อึ๊งภากรณ์

นายประหยัด บุรณศิริ

 

ฝ่ายอังกฤษได้เสนอร่างความตกลง ๒๑ ข้อต่อคณะผู้แทนไทย มีความดังนี้[10]

ให้ยุบองค์การทหาร องค์การกึ่งทหาร องค์การการเมือง ซึ่งกระทำการโฆษณาเป็นปฏิปักษ์ต่อสหประชาชาติ

ส่งมอบบรรดาเรือทั้งหมดที่เป็นของสหประชาชาติ ซึ่งอยู่ในท่าเรือให้แก่เจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร

จะกระทำทุกวิถีทางเพื่อปลดเปลื้องบรรเทาทุกข์เชลยศึกและผู้ที่กักกันสัมพันธมิตร และจะออกค่าใช้จ่ายในการจัดอาหาร เครื่อง-นุ่งห่ม ยา อนามัย และการขนส่งให้มีจำนวนเพียงพอ โดยปรึกษากับเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตร

จะรับผิดชอบในการป้องกันรักษาและซ่อมแซมชดใช้ ซึ่งทรัพย์สินของสัมพันธมิตรทั้งหมด

ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทางทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในเรื่อง

ก. ปลดอาวุธญี่ปุ่นในประเทศไทย และส่งมอบให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร

ข. ยึดและมอบเครื่องอุปกรณ์ในการสงครามของญี่ปุ่นให้แก่เจ้าหน้าที่ทางการทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งจะตั้งขึ้น รวมทั้งเรือรบ เรือสินค้าทุกชนิด เครื่องบิน อาวุธ กระสุน ยานยนต์ และยานอื่น ๆ คลังทหารต่าง ๆ รวมทั้งน้ำมันที่ใช้ในการบิน และน้ำมันอื่น ๆ กับเชื้อเพลิง เสื้อผ้า เครื่องมือ เครื่องใช้ของวิทยุ และทรัพย์สมบัติอื่น ๆ ซึ่งเป็นของกองทัพญี่ปุ่น

ห้ามทำการค้ากับศัตรูของสัมพันธมิตร

ยึดทรัพย์ของญี่ปุ่นทั้งหมด(และศัตรูอื่น) มอบให้กับสัมพันธมิตร

ร่วมมือในการฟ้องร้องและสอบสวนบุคคล ซึ่งต้องหาว่าเป็นอาชญากรสงครามหรือผู้ที่ร่วมมือกับญี่ปุ่นหรือกับศัตรูของสัมพันธมิตรโดยเปิดเผย

 

ส่งมอบตัวกบฏซึ่งเป็นชนชาติสัมพันธมิตรให้แก่เจ้า-หน้าที่สัมพันธมิตร

จะบำรุงรักษา และพร้อมที่จะช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ฝ่ายสัมพันธมิตร ทั้งทางทัพเรือ ทัพบก และทัพอากาศ ตลอดจนท่าเรือ สนามบิน สิ่งก่อสร้าง เครื่องมือ เครื่องใช้ทางคมนาคม อาวุธและคลังทุกชนิด ตามที่จะได้ระบุ และนอกจากนั้น รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างพื้นดิน และคลังสัมภาระอื่น ๆ ตามแต่เจ้าหน้าที่ทหารสัมพันธมิตรจะได้แจ้งความประสงค์เป็นครั้งคราว เพื่อใช้เป็นที่พักทหารในการที่จะเข้ามาปลดอาวุธญี่ปุ่น และเป็นที่เก็บของด้วย

จะให้ใช้ท่าเรือ และให้ความสะดวกในการเจรจาแก่เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรในดินแดนไทยได้ตามประสงค์

จัดการตามความประสงค์ของเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตรในการควบคุมหนังสือพิมพ์ ตรวจตรา และควบคุมวิทยุการติดต่อทางสายต่าง ๆ การติดตั้งหรือกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการคมนาคมภายใน

จะดำเนินการปกครองทางพลเรือนต่อไปโดยปฏิบัติตามความประสงค์ของเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติการของเขาได้

ในกรณีที่ต้องการจะให้มีความสะดวก ในการเกณฑ์แรงงาน และในการใช้ประโยชน์ในดินแดนไทย ซึ่งประกอบการอุตสาหกรรมขนส่ง ตลอดจนการคมนาคม โรงไฟฟ้า สาธารณกิจ และความสะดวกอื่น ๆ คลังเชื้อเพลิง และวัตถุอื่น ๆ ตามเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจะแสดงความประสงค์มา

เรือสินค้าของชาวไทย ไม่ว่าจะอยู่ในน่านน้ำไทยเรือต่างประเทศ ต้องอยู่ในความควบคุมของสัมพันธมิตร เมื่อสัมพันธมิตรต้องการเพื่อผลประโยชน์ของสัมพันธมิตร

ยอมให้จัดตั้งคณะผู้แทนทางทหารซึ่งแต่งตั้งโดยเจ้าหน้าที่ทางการทหาร เพื่อเป็นที่ปรึกษาในการจัดกำลังฝึก และการจัดเครื่องมือเครื่องใช้กำลังของกองทัพไทย

ห้ามไม่ให้นำข้าว ดีบุก ยาง และไม้สัก ออกนอกประเทศชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตรจะเห็นว่าจำเป็น โดยพิจารณาเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอยู่ในขณะนั้น เว้นแต่ในความอำนวยของคณะกรรมการผสมฝ่ายสัมพันธมิตรหรือเจ้าหน้าที่คล้ายกัน ที่จะมาแทนคณะกรรมการคณะนี้

ตลอดเวลาที่โลกยังขาดแคลนข้าว ตามความเห็นของคณะกรรมการผสมสัมพันธมิตร หรือเจ้าหน้าที่สัมพันธมิตร จะต้องปรับปรุงข้าวให้ได้ผลเป็นจำนวนมากที่สุด และจำนวนที่เหลือจะต้องมีไว้ให้กรรมการข้าวสัมพันธมิตร ด้วยราคาที่จะตกลงกับคณะกรรมการข้าว โดยถือราคาควบคุมข้าวที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

จะตกลงรายละเอียดกับคณะกรรมการข้าวของสัมพันธ-มิตรในเรื่องเกี่ยวกับวิธีการที่จะให้บังเกิดผลตามข้อตกลงข้างบนนี้ และนอกจากนั้นจะจัดให้มี

ก. สัมพันธมิตรจะเข้าควบคุม เพื่อให้กิจการต่าง ๆ ที่สัมพันธมิตรต้องการให้เป็นไปตามความประสงค์จนกว่ารัฐบาลไทยจะมีประกันให้แก่สัมพันธมิตร

ข.  เพื่อให้มีความร่วมมือภายหลังต่อไปอีก ระหว่างรัฐบาลไทยกับคณะกรรมการข้าวสัมพันธมิตร ในการที่จะบริหารข้อผูกพันใด ๆ ซึ่งได้มีขึ้นแล้วนั้นต่อไป

 

การวางนโยบายการเงินไทย(รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกำหนดเมื่อเริ่มต้น) ต้องเป็นไปตามคำแนะนำของผู้แทนฝ่ายสัมพันธมิตร โดยยึดหลักความสะดวกที่จะให้การปลูกข้าวมีผลมากที่สุด และให้บังเกิดอุปโภคอื่น ๆ ที่ยังขาดแคลนอยู่ และเพื่อหลีกเลี่ยงการยุ่งยากทางเศรษฐกิจ

จะให้ข้าวที่ประสงค์โดยเร็วที่สุด และจะปฏิบัติตามภาคผนวกซึ่งได้แนบมาด้วย

 

ภาคผนวกA

วิธีการซึ่งคิดว่าจำเป็นเพื่อประกันให้จำนวนข้าวเป็นสินค้าได้มากที่สุด

(ก) ให้เจ้าของข้าวแจ้งปริมาณข้าวเปลือก และข้าวสาร

(ข) ให้คาดคะเนข้าวที่เหลือใช้ในประเทศไทย

(ค) เก็บข้าวที่เหลือนี้ขายให้คณะกรรมการข้าวสัมพันธมิตร ดังปรากฏในข้อ ๑๓ ในราคาที่ไม่เกินราคาข้าวของพม่าที่ตั้งไว้

(จ) ห้ามส่งข้าวเปลือกหรือข้าวสารออกนอกประเทศ เว้นไว้แต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ข้าวฝ่ายสัมพันธมิตร

(ฉ) ห้ามเก็บภาษีสินค้าออกหรือภาษีข้าวสารหรือข้าวเปลือก เว้นไว้แต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ข้าวฝ่ายสัมพันธมิตร

(ช) สนับสนุนให้มีการปลูกข้าวให้มากที่สุดในประเทศไทย

(ซ) จดทะเบียนโรงสีทุกแห่ง และจำกัดราคาซื้อขายข้าวโรงสีไม่ให้เก็บราคาที่กะไว้

(ด) บูรณะโรงสีใหม่โดยทุก ๆ ทางที่สามารถ รวมทั้งการสับเปลี่ยนเครื่องจักรจากโรงสีที่เสียหายมากไปยังโรงสีที่เสียหายน้อย เพื่อให้โรงสีที่ใช้งานได้มีพอเพียงที่จะสีข้าว

(ต) ในการขนส่งข้าวจากนาไปโรงสี จากโรงสีไปท่าเรือ ให้มีการขนส่งที่เพียงพอกับข้าวที่เก็บเกี่ยวได้

(ถ) ให้รีบจัดการบูรณะท่าเรือให้เพียงพอ

(ท) ควบคุมการแจกจ่ายเครื่องบริโภค ในลักษณะที่ชักจูงให้เกิดชาวกสิกรรมจำนวนมากที่สุด

(น) การควบคุมข้าวข้างบนนี้จะทำชั่วระยะเวลาหนึ่งจนกว่าความอัตคัดข้าวจะสิ้นสุดลง

 

ภาคผนวกB

   ว่าด้วยองค์การรวบรวมข่าวและวิธีปฏิบัติ ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องกระทำ[รายละเอียดต่าง ๆ ในภาคผนวกฉบับนี้มิได้คัดไว้ สรุปคือ ต้องยินยอมให้อังกฤษควบคุมการติดต่อสื่อสารทุกอย่างในประเทศ]

 

   วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๔๘๘ คณะผู้แทนไทยได้รับร่างหัวข้อกำหนดความตกลงและภาคผนวกให้พิจารณา ผลก็คือ ข้อกำหนดครั้งใหม่นี้หนักหน่วงกว่าร่างความตกลง ๒๑ ข้อที่กล่าวในตอนต้นเสียอีก อาทิ ไทยจะต้องส่งข้าวจำนวน ๑.๕ ล้านตันโดยไม่คิดมูลค่า ซึ่งคิดเป็นมูลค่าในขณะนั้นอย่างน้อย ประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านบาท ไทยจะต้องใช้เงินสำหรับการบำรุงรักษาเชลยศึกสัมพันธมิตร และสำหรับค่าทดแทนความวินาศหรือความบุบสลายของทรัพย์สิน[11] ฯลฯ

คณะผู้แทนได้รายงานเข้ามาที่รัฐบาลโดยรัฐบาลได้สั่งให้คณะผู้แทนข้อแก้ไขหลายข้อ เฉพาะอย่างยิ่งข้าว ๑.๕ ล้านตัน โดยไม่คิดมูลค่า แต่การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ คณะผู้แทนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ต่อมาราวต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ รัฐบาลอังกฤษก็แจ้งมาใหม่ว่า ขอให้รัฐบาลไทยส่งคณะผู้แทนไปใหม่ โดยคราวนี้ขอให้ไปที่เมืองสิงคโปร์[12] คณะผู้แทน(ชุดเก่าที่ไปประชุมที่ลังกา)ได้ออกจากกรุงเทพฯ ไปสิงคโปร์เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๔๘๘ แต่ก่อนออกเดินทาง ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษได้นำจดหมายของนายเดนนิง[13] มาให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี สาระสำคัญก็คือ

 

“...อังกฤษถือว่าเราได้ให้ความช่วยเหลือในขบวน-การต่อต้านนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะให้ประโยชน์แก่การดำเนินการสงครามอย่างจริงจัง อังกฤษยอมรับว่าไทยได้แสดงความประสงค์ในการจะลุกขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๘(ค.ศ.๑๙๔๕) จริง แต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีความเห็นว่า ไทยยังไม่ได้รับการฝึกและไม่มีอาวุธครบมือเพียงพอซึ่งทั้งนี้ยังจะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากสัมพันธมิตรต่อไปอีก ตรงกันข้ามไทยควรพอใจในการที่ฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้ญี่ปุ่นแพ้ ก่อนที่จะมีการรบกันขึ้นในประเทศไทย ฉะนั้นคนไทยจึงยังไม่ได้ผจญกับความทารุณโหดร้ายของสงคราม...ความจริงนายเดนนิงได้บอกกับคณะผู้แทนไทยแล้วตั้งแต่อยู่ที่แคนดี ลังกา ว่า ข้อตกลงนี้จะแก้ไขได้แต่ถ้อยคำ จะแก้ไขสาระสำคัญไม่ได้[เน้นโดยผู้เขียน] ฝ่ายไทยจะต้องรับข้อเสนอของฝ่ายอังกฤษ เรื่องให้ข้าวจำนวนหนึ่งล้านครึ่ง และต้องถือว่าเป็นการให้เปล่าโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ กับทั้งต้องจัดการให้ประเทศอังกฤษโดยเร็ว เพราะมิฉะนั้นบรรดาประเทศที่ต้องการข้าว หากรู้ความจริงก็จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อประเทศไทย เท่าที่อังกฤษได้ปฏิบัติต่อประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นการปรานีอย่างที่สุดแล้ว...”  [14]

 

ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ หัวหน้าคณะผู้แทนได้รายงานยังรัฐบาลว่า ผู้แทนอังกฤษ หมายถึงนายเดนนิง ได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นเชิงเทศนาว่า

 

“...การที่ต้องมีการเจรจาทำความตกลงกันเช่นนี้ก็เพราะไทยได้ประกาศสงครามกับอังกฤษ แต่อังกฤษก็คำนึงถึงความดีของขบวนการต่อต้านของไทยที่ได้ดำเนินการมา หากแต่ว่าการกระทำและเสียสละของไทยนั้นยังน้อยกว่าที่อื่น หมายความว่ายังไม่ถึงกับรบกับญี่ปุ่นและเสียหาย ผู้คนล้มตายหรือทรัพย์สินสูญหายมากมาย หัวข้อความตกลงที่อังกฤษเสนอใหม่ครั้งนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เพราะเป็นหัวข้อเสนอที่น้อยที่สุดแล้ว(minimum) ไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และรัฐบาลอังกฤษพร้อมที่จะให้สถานะสงครามระหว่างไทยกับอังกฤษสิ้นสุดโดยเร็ว...”[15]

 

ม.จ.วิวัฒนไชย ไชยันต์ เสด็จกลับกรุงเทพฯ เพื่อรายงานรัฐบาลในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๔๘๘ คณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาหารือมีข้อสรุปว่า เห็นได้ว่าผลดีในการยอมลงนามมีมากกว่าที่จะไม่ยอมลงนาม[16] ยิ่งกว่านั้นฝ่ายอังกฤษได้แจ้งให้ผู้แทนของเราทราบว่า นอกจากหัวข้อความตกลงและภาคผนวกนี้แล้ว(Heads of Agreement and Annex) ไทยยังจะต้องทำสัญญาอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่า“Formal Agreement” ซึ่งต่อมาแปลว่า“ ความตกลงสมบูรณ์แบบ” อนึ่ง ในขณะที่กำลังเจรจาอยู่นั้น ฝ่ายไทยได้ขอร้องให้รัฐบาลอเมริกันช่วยเจรจากับรัฐบาลอังกฤษให้ผ่อนปรนต่อประเทศไทย ซึ่งเราก็ยังไม่อาจรู้ได้ว่า“การผ่อนปรนนั้น” มีอะไรบ้าง

 

“ในที่สุด เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘(ค.ศ. ๑๙๔๖) ผู้แทนไทยได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้ลงนามกับผู้แทนอังกฤษที่สิงคโปร์ ความตกลงนี้เรียกว่า‘ความตกลงสมบูรณ์แบบเพื่อเลิกสงครามระหว่างประเทศไทยกับบริเตนใหญ่และอินเดีย’ซึ่งมีทั้งหมด ๒๔ ข้อ และในวันเดียวกันนั้น ก่อนการลงนามในความตกลงสมบูรณ์แบบ ผู้แทนฝ่ายไทยได้แลกเปลี่ยนหนังสือกับฝ่ายอังกฤษฉบับหนึ่ง ความว่า ฝ่ายอังกฤษได้ส่งหัวข้อความตกลง(Heads of Agreement) พร้อมทั้งภาคผนวก(Annex) วางข้อกำหนดต่างๆ ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรกับอินเดีย พร้อมที่จะเลิกสถานะสงครามกับไทย และขอให้ไทยตอบให้ทราบว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่ลงนามความตกลงสงบูรณ์แบบฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับโดยไม่ชักช้า ซึ่งครอบคลุมถึงบทความต่างๆ ที่กำหนดไว้ในหัวข้อความตกลงและภาคผนวกนี้ กับว่าในระหว่างที่ยังไม่ได้ลงนามเช่นว่านั้น รัฐบาลไทยจะปฏิบัติตามบทเหล่านี้ทุกประการ ผู้แทนฝ่ายไทยได้ตอบรับรองไปเช่นนั้นแล้ว[17]

 

ความตกลงสมบูรณ์แบบ มีสาระสำคัญ คือ[18]

จัดการเรื่องที่ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษให้สู่สภาพเดิมก่อนวันประกาศ

ไทยยืนยันว่าการกระทำต่าง ๆ ซึ่งทำต่ออังกฤษภายหลังญี่ปุ่นเข้าเมืองไทยเป็นโมฆะ และจะจัดการให้สู่สภาพเดิม หรือให้ค่าทดแทนสำหรับทรัพย์สินของอังกฤษที่เสียหายไป

ไทยยอมรับผิดชอบในการพิทักษ์รักษา และคืนสภาพไม่เสื่อมเสียซึ่งธรรมดาทรัพย์สิน สิทธิ และผลประโยชน์ทุกชนิดของอังกฤษในประเทศไทย

ไทยยอมรับว่า สงครามที่ญี่ปุ่นทำครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความสำคัญเกี่ยวกับการป้องกันมลายู พม่า อินเดีย และอินโดจีน และความมั่นคงทางมหาสมุทรอินเดีย และแคว้นแปซิฟิคตะวันตกเฉียงใต้ ฉะนั้น จะร่วมมือเต็มที่ในบรรดาข้อตกลง เพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งองค์การสหประชาชาติหรือคณะมนตรีความมั่นคงเห็นชอบแล้ว

ไทยจะไม่ตัดคลองข้ามอาณาเขตไทย เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับอ่าวไทย(ขุดคอคอดกระ) โดยรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรมิได้เห็นพ้องด้วยก่อน

ไม่ช้ากว่า ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๐(ค.ศ. ๑๙๔๗) รัฐบาลไทยรับว่านอกจากจะได้เป็นไปตามคำแนะนำของคณะกรรมการประสมในวอชิงตัน หรือองค์คณะใด ๆ ที่จะมาทำการแทน และในกรณีข้าว นอกจากจะได้เป็นไปตามคำอำนวยขององค์การพิเศษที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อการนั้นแล้ว จะห้ามบรรดาการส่งข้าว ดีบุก ยางและไม้สัก ออกนอกประเทศ และจะจัดระเบียบการค้าและเร่งเร้าการผลิตโภคภัณฑ์เหล่านี้

ไทยจะให้ข้าวสารโดยไม่คิดมูลค่า ๑.๕ ล้านตันแก่องค์การ ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรจะได้ระบุ ซึ่งขณะนั้นตันละประมาณ ๒๘ ปอนด์(ปอนด์ละ ๖๐ บาท) เท่ากับ ๒,๕๒๐ ล้านบาท

ไม่ช้ากว่า ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๐(ค.ศ. ๑๙๔๗) รัฐบาลไทยจะจัดให้องค์การดังกล่าวใช้ประโยชน์ได้ในข้าวทั้งหมด อันเป็นส่วนที่เหลือจากความต้องการภายในประเทศไทย โดยคิดราคาที่กำหนดด้วยความตกลงกับองค์การนั้น

ไทยจะทำความตกลงกับรัฐบาลอังกฤษและอินเดียเกี่ยวกับการร่วมบำรุงที่ฝังศพสงคราม

โดยคำนึงถึงคำมั่นสัญญา ซึ่งไทยให้โดยความตกลงนี้กับรัฐบาลอังกฤษและอินเดีย จะสนับสนุนไทยเข้าเป็นสมาชิกสห-ประชาชาติ

ส่วนหัวข้อความตกลง(Heads of Agreement) และภาคผนวก(Annex) มีสาระสำคัญคล้าย ๆ กับความตกลงสมบูรณ์แบบ แต่มีรายละเอียดมากกว่า แต่เราจะไม่นำมากล่าวถึงเพราะเน้นเรื่องทหาร ทางการเมืองมากกว่าทางเศรษฐกิจ[19]

   ประเทศไทยต้อง“ซื้อ” สันติภาพด้วยราคาแพงไม่น้อย ดังคำแถลงการณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๘๙ ดังข้อความตอนหนึ่งว่า[20]

 

“เนื่องจากรัฐบาลไทยสมัยหนึ่งได้ประกาศสงครามกับบริเตนใหญ่ ฉะนั้น บริเตนใหญ่จึงถือว่าสถานะสงครามเกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับบริเตนใหญ่ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา

“โดยปกติการที่จะเลิกสถานะสงครามระหว่างสองประเทศนั้น ฝ่ายที่ชนะย่อมจะเรียกร้องบังคับให้ฝ่ายที่แพ้ทำสัญญาสันติภาพ เมื่อได้ลงนามในสัญญาแล้วสถานะสงครามจึงจะสิ้นสุดลง ประเทศไทยได้ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ด้วย แต่ว่าด้วยเหตุที่คนไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ได้ร่วมมือกันตั้งขบวนการต่อต้านประเทศที่เป็นศัตรูกับสัมพันธมิตรขึ้น และได้แสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับสหประชาชาติ ประกอบทั้งคณะรัฐบาลที่รับผิดชอบในการก่อให้เกิดสถานะสงครามขึ้นได้ล้มไปแล้ว บริเตนใหญ่จึงได้ตกลงใจใช้วิธีใหม่ด้วยน้ำใจอันกว้างขว้าง กล่าวคือ แทนที่จะให้ประเทศไทยทำสัญญาสันติภาพ บริเตนใหญ่เรียกร้องเพียงให้ประเทศไทยยอมรับข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับการที่จะทำให้ทรัพย์สินเสียหายไปในระหว่างสงครามได้กลับคืนมา และให้ประเทศไทยได้ร่วมมือในการบูรณะเศรษฐกิจ และร่วมมือในการจัดประกันความมั่นคง และส่งเสริมสันติภาพระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันมิให้เกิดมีสงครามกันขึ้นในภายหน้า...”

 

เรื่องราวที่กล่าวถึงมาแล้วทั้งหมดนั้นเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจบทบาทของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในขณะนั้น

 

ทำไมอาจารย์ป๋วยถึงเขียนบันทึกช่วยจำฉบับนี้

ข้อเขียนของอาจารย์ป๋วยเรื่อง ทหารชั่วคราว[21] ทำให้เราพอจะปะติดปะต่อเรื่องนี้ได้ แต่เราจะไม่กล่าวถึงชีวิตที่โลดโผนตื่นเต้นของอาจารย์ป๋วย เพราะได้เขียนอย่างละเอียดไว้แล้ว นายเข้มหรืออาจารย์ป๋วย หลังจากที่เสร็จสิ้นการประชุมในฐานะผู้แทนที่ร่วมเดินทางไปที่แคนดีและสิงคโปร์ ได้กล่าวว่า ในเดือนมิถุนายน ๒๔๘๘ ได้รับอนุญาตให้ไปอังกฤษนั้นก็เพราะ[22] (อาจารย์ป๋วยเดินทางไปอังกฤษก่อนการเจรจาเรื่องสัญญาสมบูรณ์แบบจะเสร็จสิ้นลง เพราะถูกเรียกตัวกลับไปศึกษาต่อที่ลอนดอน)

 

(ก)ทางกองบัญชาการอังกฤษใคร่จะให้ข้าพเจ้าไปรายงานตัวด้วยวาจา

(ข)ข้าพเจ้าอยากไปอังกฤษ และเมื่อได้ทำความดีความชอบถึงขนาด กองบัญชาการก็อนุญาตให้ข้าพเจ้าไปพักผ่อนที่อังกฤษได้ เพื่อเยี่ยมคู่รักของข้าพเจ้าที่นั่น

  

แต่อีกเหตุผลหนึ่งอาจารย์ป๋วยเล่าไว้ก็คือ

 

“อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ต้องการให้ข้าพเจ้าไปขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษยอมรับรองขบวนการเสรีไทยเป็นรัฐบาลอันชอบธรรมของไทย ทำนองเดียวกับที่สหรัฐฯ ได้รับรองแล้วและขอให้ข้าพเจ้าไปขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษปลดปล่อยเงินสำรองเงินตราที่เราฝากไว้ที่อังกฤษ และถูกกักกันอยู่ทั้งมวล ในการนี้ อาจารย์ปรีดีบอกข้าพเจ้าให้พยายามติดต่อกับนายแอนโตนี อีเดน รัฐมนตรีต่างประเทศในขณะนั้น แต่ข้าพเจ้าเรียนปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า ไม่รู้จักอีเดน และการไปอังกฤษเพียงไม่กี่วัน จะเข้าพบอีเดนนั้นเหลือวิสัย อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะพยายามหาช่องทางที่ดีที่สุดที่จะเจรจากับใครคนใดคนหนึ่งในเรื่องนี้”[23]

 

ขณะนั้นอังกฤษกำลังมีการเลือกตั้งทั่วไป ผลของการเลือกตั้ง เป็นที่ประหลาดใจแก่ประชาชนทั้งโลก เพราะคนส่วนมากคิดว่า ทำอย่างไรเสียพรรคนายเชอร์ชิลล์ก็คงจะชนะอีก เพราะนำประเทศปลอดภัยมาได้ แต่ผิดคาดเพราะพรรคกรรมกรชนะอย่างมากมาย[24]

   อาจารย์ป๋วยเล่าต่อไปว่า

 

“...ข้าพเจ้าคะเนว่าพรรคกรรมกรของอังกฤษคงจะชนะเลือกตั้ง เผอิญประธานพรรคกรรมกรในขณะนั้น คือ ศาสตราจารย์ลัสกี้ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยเป็นการส่วนตัวกับลัสกี้ เพราะท่านเป็นหัวหน้าวิชารัฐศาสตร์ ข้าพเจ้าเรียนจากเศรษฐศาสตร์ เคยแต่เข้าฟังบรรยายของท่าน แต่คิดว่าจะเข้าหาท่านง่ายกว่าเข้าหาอีเดน และอีกประการหนึ่งถ้าพรรคกรรมกรชนะเลือกตั้งแล้ว การติดต่อกับอีเดนก็ไม่มีความหมาย ฉะนั้นจึงตัดสินใจบันทึกข้อความถึงลัสกี้ขอพบท่าน ท่านก็ดีใจหาย อนุญาตให้พบที่บ้านท่าน ข้าพเจ้าแต่งตัวใส่เครื่องแบบพันตรีอังกฤษเข้าไปพบลัสกี้ เพื่อแสดงว่าข้าพเจ้าเอาชีวิตเข้าแลกกับเรื่องนี้แล้ว โดยร่วมรบกับอังกฤษ แต่ข้อนี้ซาบซึ้งใจของศาสตราจารย์ลัสกี้เพียงใดไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ว่าเมื่อข้าพเจ้าได้อธิบายเรื่องความต้องการของขบวนการเสรีไทยแล้ว ศาสตราจารย์ลัสกี้ได้บอกว่า ท่านจะพยายามช่วย แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง เงื่อนไขข้อนี้ท่านใช้เวลาอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังถึงกว่า ๑ ชั่วโมง สรุปความว่า ท่านจะช่วยไทย แต่ไม่ต้องการช่วยไทยประเภทที่ถืออำนาจ หรือมีทรัพย์สินส่วนตัวมากมาย ท่านต้องการช่วยตาสีตาสา(common people) มากกว่า และเวลากว่า ๑ ชั่วโมงนั้น ท่านใช้เทศนาให้ฟังว่า ควรจะช่วยตาสีตาสาทำไม

“การติดต่อกับลัสกี้ ไม่ได้ผลเต็มที่ตามที่คาดหวัง เพราะรัฐบาลกรรมกรอังกฤษคงดำเนินนโยบายถือไทยเป็นศัตรูแบบเดิม แต่อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ลัสกี้ก็ได้ทำตามที่ท่านพูด คือท่านพยายามเขียนบันทึกถึงนายเบวิน รัฐมนตรีต่างประเทศหลายครั้ง ตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง ปรากฏจากปากคำของเพื่อนๆ ที่อยู่กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษว่า บันทึกของลัสกี้ได้รับการพิจารณาจากเบวิน อย่างเต็มที่ แสดงว่าแม้มิได้ผลจริงๆ ลัสกี้ก็พยายามช่วยไทยอย่างแข็งขัน...”[25]

           

เราไม่อาจทราบได้ว่า อาจารย์ป๋วยได้เขียนบันทึกเช่นนี้อีกกี่ฉบับ แต่อย่างไรก็ตาม เราย่อมสามารถเห็นอย่างกระจ่างชัดแล้วว่า อาจารย์ป๋วยได้ทำหน้าที่ของคนไทยที่รักชาติอย่างน่าชมเชย บันทึกช่วยจำที่ท่านจะอ่านต่อไป อาจารย์ป๋วยเขียนขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๘๙ โดยมอบให้ศาสตราจารย์ลัสกี้ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ลัสกี้ได้เขียนบันทึกปะหน้าบันทึกช่วยจำของอาจารย์ป๋วย และส่งให้นายฟิลิป โนเอล เบเกอร์ แห่งกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาอีกทีหนึ่ง

   แม้ว่าเราไม่อาจกล่าวได้ว่า ข้อเขียนบันทึกช่วยจำของอาจารย์ป๋วย จะมีผลต่อการผ่อนปรนของรัฐบาลอังกฤษทั้งหมด แต่เราย่อมแน่ใจได้ประการหนึ่งว่า ข้อเขียนเช่นนี้ย่อมนำไปสู่ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อังกฤษเป็นแน่ ส่วนหนึ่งของการยอมอ่อนข้อของรัฐบาลอังกฤษมาจากการดำเนินนโยบายของพระพิศาลสุขุมวิท(ประสบ สุขุม) ที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ส่งท่านไปสหรัฐอเมริกาเพื่อชักจูงโน้มน้าวและชี้แจงให้รัฐบาลอเมริกันช่วยเหลือประเทศไทย และอีกด้านหนึ่งก็เพราะรัฐบาลอังกฤษมองไม่เห็นหนทางว่า การบีบบังคับจากไทยจะเป็นผลดีต่อตนต่อไป ดังนั้นพอถึงเดือนพฤษภาคม ๒๔๘๙ ได้มีการเจรจากันเกิดขึ้น ระหว่างไทย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา และก่อให้เกิดสัญญาฉบับหนึ่งที่สำคัญก็คือ“ความตกลงไตรภาคี” (Tripartite Agreement) ระหว่างรัฐบาลแห่งประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรแห่งบริเตนใหญ่“บันทึกความเข้าใจ” ซึ่งลงนามกัน ณ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๘๙ สาระสำคัญของข้อตกลงนี้ก็คือ ข้อตกลงนี้จะใช้แทนข้อ ๑๔ แห่งความตกลงสมบูรณ์แบบระหว่างรัฐบาลของสมเด็จพระมหากษัตริย์ในราชอาณาจักร รัฐบาลอินเดีย และรัฐบาลไทย ซึ่งได้ลงนามกัน ณ สิงคโปร์เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๘๙

[ข้อ ๑๔ ก็คือ รัฐบาลไทยจะต้องส่งข้าวส่วนที่เหลือสะสมไว้ และมีอยู่ในประเทศไทย ณ บัดนี้ แต่ไม่เกินหนึ่งกับกึ่งล้านตันเป็นอย่างมาก หรือจะตกลงกันให้เป็นข้าวเปลือก หรือข้าวกล้องในปริมาณอันมีค่าเท่ากันก็ได้ โดยไม่คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น]

รัฐบาลอังกฤษยอมอ่อนข้อให้บ้าง กล่าวคือ

 

“...รัฐบาลไทยจะจัดให้มีข้าว ๑,๒๐๐,๐๐๐ ตัน ให้ราคา ๑๒ ปอนด์ ๑๔ ชิลลิงต่อหนึ่งตันจากโรงสีโดยไม่คิดค่ากระสอบไว้สำหรับส่งออกนอกประเทศ ภายใต้ระบบการควบคุมขององค์การอังกฤษ-สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะได้ตั้งขึ้นตามข้อกำหนดแห่งความตกลงไตรภาคี ดังที่ได้เสนอข้างท้ายนี้...” [26]

 

จะเห็นว่ารัฐบาลอังกฤษยอมรับซื้อข้าวไทย แทนที่จะเอาเปล่า แต่มีหลักการว่า รัฐบาลไทยจะส่งข้าว ๑.๒ ล้านตัน ภายในระยะเวลา ๑๒ เดือน นับแต่วันลงนาม โดยอังกฤษยอมจ่ายเงินซื้อตันละ ๑๒ ปอนด์ ๑๔ ชิลลิง ถ้าครบ ๑๒ เดือนแล้ว ไทยไม่สามารถส่งข้าวให้ครบจำนวนที่กำหนด สำหรับจำนวนที่ส่งไม่ครบจะต้องส่งให้โดยไม่คิดมูลค่า[27]

กล่าวโดยสรุป คำนำนี้เขียนไกลเกินกว่าที่บันทึกช่วยจำพูดถึงก็เพื่อจะให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของเอกสารชิ้นนี้ หากจะมีใครสนใจเรื่องนี้และเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็นับได้ว่าบันทึกช่วยจำของอาจารย์ป๋วย ไม่เพียงจะเป็นบันทึกช่วยจำที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ หากยังมีคุณค่าให้เราไม่ลืมบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของผู้นำประเทศบางคนที่เกือบพาชาติไปสู่ความล่มสลาย บทเรียนที่แลกมาด้วยราคาแพงเช่นนี้ ควรหรือที่จะปล่อยให้ล่องลอยไปเหมือนกันสายลม

 

.๒ บันทึกที่เพิ่งเปิดเผยของป๋วย อึ๊งภากรณ์์

ทวี หมื่นนิกร[28](ผู้แปล)

 

 

บันทึกที่เพิ่งเปิดเผยของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่นำมาแปลนี้ แปลจากเอกสารกระทรวงต่างประเทศ(อังกฤษ) ซึ่งเก็บ ณ สำนักหอจดหมายเหตุ(อังกฤษ) เลขรหัสF.O. ๒๗๑/๕๔๓๕๘X/N ๐๗๕๖๑, Harold J. Laski to Philip Noel Baber, date March 12, 1946.

เอกสารที่นำมาแปลนี้ อาจจำแนกออกเป็น ๓ ส่วน คือ

จดหมายของ ศาสตราจารย์ ฮาโรลด์ เจ. ลัสกี้(Harold J. Laski) ถึงนายฟิลิป โนเอล เบเกอร์(Philip Noel Baker) ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๔๘๙

บันทึกช่วยจำฉบับที่ ๑ ว่าด้วยการขาดแคลนข้าวและบทบาทการช่วยเหลือของไทย ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๙

บันทึกช่วยจำฉบับที่ ๒ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับไทย ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งภาคผนวก ๒ ภาค

 

THE LONDON SCHOOL OF

ECONOMICS AND POLITICAL SCIENCE

(UNIVERSITY OF LONDON)

๑๒ มีนาคม ๒๔๘๙

 

ฯพณฯ ฟิลิป โนเอล เบเกอร์

กระทรวงการต่างประเทศ

ถนนดาวนิ่ง

ลอนดอน ตะวันออกเฉียงใต้ เขต ๑

 

ฟิลิปที่รัก

ผมแนบบันทึกช่วยความจำมา ๒ ฉบับ โดยผมคิดว่ามีความสำคัญยิ่ง จากนักศึกษาชาวไทยคนหนึ่ง[29]ของผม ผู้ซึ่งได้ทำงานบางประการที่น่าสรรเสริญในไทย ในช่วงที่ถูกญี่ปุ่นยึดครอง ภายหลังจากที่เขาได้รับการฝึกฝนในประเทศนี้ เพื่อภารกิจที่ยากลำบากนั้น

ผมมีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจในข้อที่ว่า สิ่งที่เขาต้องกล่าวถึงนั้นมีมูลอยู่เป็นอันมาก และฉะนั้น ผมจึงอยากให้คุณให้ใครสักคนในแผนกตะวันออกไกลได้ไต่สวนดู หากเขาผิด ผมไม่มีอะไรจะพูดอีก แต่ผมอยากรู้สึกให้แน่ใจว่าเขาผิดจริง ๆ ในเรื่องเหล่านี้ ความละเอียดอ่อนในการดำเนินงานก่อให้เกิดผลอันแตกต่างกันอย่างมาก

 

ระลึกถึงเสมอ

ฮาโรลด์ เจ. ลัสกี้

 

 

[1]           ปราณีทินกร(บรรณาธิการ), เอกสารประกอบงานนิทรรศการห้องสมุดเศรษฐศาสตร์ครั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์๑๘-๒๐พฤศจิกายน๒๕๒๔, หน้า๑๘-๔๗และรังสรรค์ธนะพรพันธุ์(บรรณาธิการ), ป๋วยอึ๊งภากรณ์: ชีวิตงานและความหลัง(กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๙), หน้า๑๘๙-๒๒๗– บรรณาธิการ.

 

[2]           ปรับปรุงจากบทนำของคณะกรรมการห้องสมุดคณะเศรษฐศาสตร์ที่เขียนในเดือนตุลาคม๒๕๒๔– บรรณาธิการ.

 

[3]           เอกสารรหัสF.O. 371/54358 X/N 07561. Harold J. Laski to Philip Noel Baker, dated March 12, 1946 และขอขอบคุณนายจริย์วัฒน์สันตะบุตรผู้ถ่ายสำเนาเอกสารจากสำนักหอจดหมายเหตุอังกฤษ– บรรณาธิการ.

 

[4]           เชิงอรรถที่ปรากฏในภาคผนวก๑.๑นี้เป็นของคุณสมบูรณ์เองทั้งสิ้นบรรณาธิการเพียงแก้ไขจากการอ้างอิงหนังสือและบทความเป็นฉบับพิมพ์ครั้งหลังสุดเท่านั้นเพื่อสะดวกแก่ผู้อ่านในการสืบค้นต่อไป– บรรณาธิการ.

 

[5]            ดิเรกชัยนาม, ไทยกับสงครามโลกครั้งที่, พิมพ์ครั้งที่๔(กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา, ๒๕๔๙), หน้า๑๖๗–๑๖๘.

 

[6]            เพิ่งอ้าง, หน้า๓๗๕–๓๗๖.

 

[7]            เพิ่งอ้าง, หน้า๓๗๗.

 

[8]            รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่๖กันยายน๒๔๘๘อ้างถึงในเพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๑.

 

[9]            เพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๒.

 

[10]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๗๗-๓๘๑.

 

[11]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๔-๓๘๕.

 

[12]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๕.

 

[13]           ดิเรกชัยนามได้ให้รายละเอียดว่านายเดนนิงนั้นระหว่างสงครามเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองของพลเรือเอกลอร์ดหลุยส์เมานต์แบตเตนผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสัมพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์และเป็นผู้เจรจาในนามรัฐบาลอังกฤษภายหลังสงครามเป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตประจำญี่ปุ่นและได้บรรดาศักดิ์เป็นเซอร์[เพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๕].

 

[14]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๖.

 

[15]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๖–๓๘๗.

 

[16]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๘๗.

 

[17]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๙๐–๓๙๑.

 

[18]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๙๑–๓๙๒.

 

[19]           ผู้สนใจโปรดดูจากดิเรกชัยนาม, อ้างแล้ว, หน้า๓๙๒–๓๙๔.

 

[20]           เพิ่งอ้าง, หน้า๓๙๕–๓๙๖.

 

[21]           อ่านเรื่องทหารชั่วคราวในหนังสือเล่มนี้หน้า๓๗-๑๑๗.

 

[22]           เพิ่งอ้าง, หน้า๑๑๑.

 

[23]           เพิ่งอ้าง, หน้า๑๑๑-๑๑๓.

 

[24]           ดิเรกชัยนาม, อ้างแล้ว, หน้า๕๔๖.

 

[25]           ดูทหารชั่วคราวที่หน้า๑๑๓, ๑๑๕.

 

[26]           จดหมายที่นายจ.ฮ. ทอมป์สันราชทูตวิสามัญอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งบริเตนมีถึงนายดิเรกชัยนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชาวไทยลงวันที่๑พฤษภาคม๒๔๘๙.

 

[27]           ดิเรกชัยนาม, อ้างแล้ว, หน้า๕๔๙–๕๕๘ถ้าหากสนใจเรื่องราวต่อไปกรุณาอ่านได้จากหนังสือจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้.

 

[28]           ผู้แปลขอขอบคุณนายรังสรรค์ธนะพรพันธุ์แห่งคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ช่วยตรวจแก้คำแปลและขัดเกลาสำนวนให้สละสลวยยิ่งขึ้น– ทวี.

 

[29]           หมายถึงนายป๋วยอึ๊งภากรณ์– ทวี.